Episodes

Friday Dec 15, 2023
338.ความเชื่อ
Friday Dec 15, 2023
Friday Dec 15, 2023
บรรยายเมื่อ 11-07-2564
การปฏิบัติธรรม คือ กระบวนการที่เราจะเข้าใจชีวิตนี้ อย่างแท้จริง
เราไม่รู้จักว่า ความขับดันที่แท้จริง ในความอยากจะคิด คืออะไร
เราได้แต่คิดว่า มันไปคิด ก็รู้ทัน และครูบาอาจารย์ท่านก็สอนว่า อย่าเข้าไปในความคิด
มันเหมือนเราทำตาม Protocol หรือวิธีการเฉย ๆ แต่เราไม่รู้ว่า
ทำไมเราต้องทำแบบนี้?
ทำไมเราไว้ใจว่า วิธีนี้ถูก?
ทำไมเราไว้ใจว่า นี่คือสิ่งที่ต้องทำ?
ทำไมความคิดถึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเข้าไป?
ผู้ฟัง : เพราะมันไม่ใช่ปัจจุบัน มันปรุงแต่ง?
อาจารย์ : ปัจจุบัน นี่คือ ทฤษฎีใช่มั้ย? เราเชื่อทฤษฎีใช่มั้ย? เราไม่เคยรู้ว่าทำไมต้องเป็นปัจจุบันใช่มั้ย?
ผู้ฟัง : ใช่เพราะเป็นทฤษฎี และเป็นเพราะอาจารย์บอก
อาจารย์ : เข้าใจรึยังว่า เราเป็นแค่นักเรียนดีเด่นเฉย ๆ เราทำตามที่อาจารย์บอก แต่เราไม่รู้ว่าทำไม
ถ้าเราไม่เข้าใจว่า กระบวนทั้งหมด มันเกิดขึ้นจนเป็นคำสอนได้ยังไง นั่นเท่ากับว่าเราไม่เข้าใจ เราได้แต่ทำตามทฤษฎี โดยมีเหตุผลอันเดียวที่เราทำ คือ “เราเชื่อ”
เราจะต้องตระหนักลึกซึ้งถึงสิ่งที่เราทำอยู่ว่า มันเป็นยังไง ทำไมเราถึงไม่ต้องเข้าไปในความคิด
พอรู้แล้วว่า ทำไมเราไม่ควรเข้าไปในความคิด
แล้วทำไมมันยังคิด?
ทำไมเราถึงยังอยากจะคิดกับมัน?
ทำไมถึงมีความอยากหรือความขับดันอันนั้นอยู่?
เราต้องตอบตัวเองได้ ไม่ใช่แค่เราปฏิบัติตาม
การปฏิบัติธรรมนั้น มันไม่ใช่แค่ เรามาเอาวิธีไปทำ แล้วก็เชื่อในวิธีนั้น
เราต้องสำรวจชีวิตนี้ ด้วยตัวเราเอง
ว่าความคิดทำให้เกิดอะไรขึ้น?
การเข้าไปในความคิดเป็นยังไง?
ทำไมเราต้องอยู่กับปัจจุบัน?
ทำไมความคิดไม่ใช่ความจริง?
เวลาเราคิดว่า เราจะซื้อของจากช้อปปี้ แล้วเราได้ของจริง ๆ มั้ย?
เราคิดถึงเพื่อน แล้วเพื่อนเรามีอยู่จริงมั้ย?
ทฤษฎีเป็นความคิดมั้ย?
เราบอกว่า ความคิดเป็นสิ่งไม่จริง
แต่ทฤษฎีก็คือ ความคิด ถูกมั้ย?
ตกลง ทฤษฎีนั้น จริง หรือไม่จริง?
สรุป เราจะทำยังไง?
การที่เราปฏิบัติอะไรก็ตาม ตามความเชื่อที่เราไม่เข้าใจด้วยตัวเอง มันก็ยังเป็นความเชื่อเหมือนเดิม
มันเป็นการปฏิบัติภายใต้ความคิด ทฤษฎีที่ชี้นำ
เราไม่ได้เข้าใจกระบวนการของชีวิตจริง ๆ ว่าทำไมทุกข์ แล้วมันทุกข์เพราะอะไร
นี่คือกระบวนการที่เราจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากคำถามที่ผมถาม เราต้องพิจารณาด้วยตัวเราเอง
...
ก่อนที่จะไปถึงวิธีปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าหรืออาจารย์บอก เราต้องเข้าใจก่อนว่า กระบวนการทั้งหมดของชีวิตจริง ๆ นี้ มันเป็นยังไง เราถึงจะสามารถเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ทำไมครูบาอาจารย์ถึงบอกวิธีการปฏิบัติแบบนั้น
แต่เรายังไม่เข้าใจชีวิตนี้ เราแค่เชื่อว่า อันนี้มันดี เราจึงทำ
จิ๊กซอว์มันไม่ครบ ความเข้าใจชีวิตนี้ มันหายไป...ของจริง ๆ มันหายไป
ของจริง ๆ ที่พระพุทธเจ้า และครูบาอาจารย์ ท่านเข้าใจ แต่เราไม่มี
ท่านเข้าใจชีวิตนี้แล้ว แล้วท่านจึงถ่ายทอดออกมาเป็นกระบวนการการปฏิบัติ
แต่เราไปอยู่ที่วิธี เพื่อจะได้เข้าใจชีวิต
นึกออกมั้ยว่า เราทำกลับข้างกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์ทำ
เราขาดจิ๊กซอว์ที่สำคัญ คือ กระบวนการที่ก่อให้เกิดวิธีปฏิบัติ
...
วิธีปฏิบัติจะคลอดออกมาจากการใช้ชีวิต และการเข้าใจชีวิตนี้ แล้วเราจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ถูกแก่นของวิธีปฏิบัตินั้น
ถ้าเราไม่เข้าใจชีวิต เราจะไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติธรรม
เราจะได้แต่วิธีในแบบ...เหมือนเราได้มาม่า แต่ไม่มีน้ำเดือดที่จะต้มมัน
...
เข้าใจตัวเอง
เราไม่สามารถหาความเข้าใจตัวเองได้จากพระไตรปิฏก ถามเพื่อน หรือใครบอกเรา
นั่นจะเป็นแค่บทสรุปทางความคิดของเค้า เข้ามาสู่บทสรุปทางความคิดของเรา
แต่เราไม่เคยเข้าใจจริง ๆ เราไม่เคยเผชิญกับมันจริง ๆ
เผชิญกับมันจริง ๆ คือหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน ไม่ใช่เข้าคอร์ส
#Camouflage
11-07-2564

Monday Dec 11, 2023
337.สัญญาณจากพระพุทธเจ้า
Monday Dec 11, 2023
Monday Dec 11, 2023
บรรยายเมื่อ 05-08-2566
สัญญาณแรกที่พระพุทธเจ้าได้พูดกับตัวเองคือ ธรรมะนั้นอยู่นอกเหนือคำพูด อยู่เหนือการอธิบายใด ๆ จึงยากที่จะหยิบนำมาสอนได้
นัยยะคือ ท่านใช้ชีวิตทั้งชีวิตของท่าน ค้นพบธรรมะ
ในขณะที่เราใช้ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ทำตามความเชื่อ และความคิด
เราหนีไม่พ้นกับการหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตัวเอง ที่จะพ้นทุกข์ และความหมกมุ่นนั้นเอง คือความปรุงแต่ง คือความคิด
และเราใช้ความคิด หาวิธีการที่จะทำตาม และนั่นก็คือความคิดเหมือนเดิม
และทั้งหมดของชีวิตเรา ไปไหนไม่ได้ นอกจากแค่อยู่ภายใต้ความคิด
...
ชีวิตของคนเรานั้น รับข้อมูลข่าวสาร รวมกระทั่งถึงวิธีปฏิบัติธรรม
สิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิตของเราคือ เลือก ทำตาม และไม่ทำอีกอย่างหนึ่ง
เพราะข้อมูลข่าวสารหรือแม้กระทั่งวิธีปฏิบัติธรรมทั้งหมดนั้น เป็นข้อมูลข่าวสารแห่งความแบ่งแยก
และเราใช้ชีวิตนั้น เราใช้ชีวิตที่จะเลือกข้าง ทำตามสักอย่าง ปฏิเสธสักอย่าง ชื่นชมสักอย่าง ประณามสักอย่าง
เราหลงกลอยู่ภายใต้โครงสร้างของความแบ่งแยกตั้งแต่โลก ยันมาถึงการปฏิบัติธรรม
ชีวิตที่เป็นการปฏิบัติธรรมคืออะไร?
คือ ความสามารถในการเห็นอิทธิพลของข้อมูลข่าวสารหรือวิธีการปฏิบัติธรรมทั้งหมด ว่ากำลังส่งผลให้ชีวิตเกิดทิศทางหรือไอเดียอะไรบ้าง ที่กำลังจะบีบคั้นชีวิตนี้ต่อไป เพื่อจะไปถึงที่สักที่หนึ่ง ที่ความคิดเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง หรือแม้กระทั่งนิพพาน
ชีวิตที่เป็นการปฏิบัติธรรมนั้นคือ ชีวิตที่มีความสามารถในการเห็น มีความสามารถในการแจ่มแจ้ง ไม่ใช่มีความสามารถจะไปถึงที่ที่หนึ่ง ที่ความคิด ฟัง อ่านหรือวิเคราะห์แล้ว ว่าถูกต้องดีงาม แล้วจะไปถึงที่นั่น
เพราะฉะนั้น ชีวิตการปฏิบัติธรรมของคนในโลกนี้ ไม่ใช่การปฏิบัติธรรม
เป็นชีวิตที่หลงผิดอยู่ในความมืดสีขาว แค่นั้น
#Camouflage
08-05-2566

Sunday Dec 03, 2023
336.องคาพยพแห่งความลวง
Sunday Dec 03, 2023
Sunday Dec 03, 2023
บรรยายเมื่อ 22-07-2566
ความตระหนักชัดในความเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหมดของชีวิตนี้ นั่นคือขณะของการเห็นแจ้ง
ขณะของการเห็นแจ้ง หรือที่เราเรียกว่า Enlighten ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพิจารณาหาเหตุผล คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และได้ผลลัพธ์มาอันนึง ว่าตรงกับที่อาจารย์บอก
ความรู้สึกของการเห็นแจ้ง เป็นความรู้สึกที่มนุษย์คนหนึ่ง รู้ได้เฉพาะตัวเอง
เป็นขณะของความแจ่มแจ้งโดยฉับพลัน
และไม่ต้องการเหตุผลทางความคิดใด ๆ มารับรองความรู้สึกของความแจ่มแจ้งนี้
และมันไม่ได้ให้ความรู้สึกกับคนคนนึงว่า เราได้กลายเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้ว
เป็นแค่ความรู้สึกตรงตัว คือ แจ่มแจ้ง Enlighten
เพราะฉะนั้น การมาฟังผมจึงไม่ใช่การรับวิธีปฏิบัติไปทำ เพื่อเราจะได้อะไร ตามที่เราคิดและคาดหวังเอาไว้
เราแค่จะได้ซึมซับจิตวิญญาณของความใส่ใจต่อชีวิตนี้ ของความแจ่มแจ้งต่อความมีอยู่ เป็นอยู่ของชีวิตนี้ จากคำสอนต่าง ๆ ของผม แค่นั้น
คำสอนต่าง ๆ ของผมนั้น ไม่ใช่วิธีที่จะนำไปปฏิบัติ ผมแค่ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นจากความหลงผิดทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุมที่ผมจะอธิบายออกมาได้
และความใส่ใจต่อทุกกิริยาของชีวิต ทุกวิธีคิดและการกระทำ คือประตู สู่ความรู้แจ้ง คือการปลุกชีวิตนี้ ให้ตื่นขึ้นมา
และเราต้องเป็นคนปลุกมันขึ้นมาด้วยตัวเราเอง
ผมเป็นแค่คนชี้ช่อง ชี้ทาง
ส่วนการที่คนฟังจะตื่นขึ้นมานั้น เราจะต้องใส่ใจต่อช่องและทาง ที่ผมชี้ลงไปนั้น ว่ามันคืออะไร
#Camouflage
22-07-2566

Thursday Nov 23, 2023
335.ทิ้งกาย ทิ้งจิต
Thursday Nov 23, 2023
Thursday Nov 23, 2023
บรรยายเมื่อ 08-07-2566
ถ้าเราต้องการที่จะไปถึงความรู้สึกของการทิ้งกาย มันไม่มีอะไรต้องทำเหมือนที่เราเคยทำเมื่อก่อนนี้ หรือที่เราเคยคิดว่ามันต้องทำแบบนั้นแบบนี้
มันมีแค่อย่างเดียวในชีวิตของเรา คือ ความแจ่มแจ้งในความเป็นอยู่ทั้งหมดในขณะนี้
และชีวิตของเราไม่มีอะไรมาก นอกจากความดิ้นรนบีบคั้นที่จะหนีความทุกข์ แล้วก็หาความสุข
และความรู้สึกที่เป็นอยู่กับชีวิตของเราในแต่ละขณะ ในทุก ๆ วัน นั่นคือ กุญแจที่จะเปิดประตูไปสู่การทิ้งกาย
และการทิ้งกายนี้ ไม่ใช่เราทิ้งกาย ไม่ใช่ “เรา” ทิ้ง และมันก็ไม่ใช่คำว่า “ทิ้ง” ด้วย เพราะไม่อย่างนั้นพระอรหันต์ก็คงไม่ต้องกินข้าว อาบน้ำ หาหมอ
มันไม่ใช่การถึงจุดหมายบางอย่าง ที่ในเชิงว่า อ้อ เดี๋ยวนี้เราทิ้งกายแล้ว
เราเข้าใจไหมว่า “เราทิ้งกายแล้ว” คือการถึงจุดหมายบางอย่าง สำเร็จแล้ว
แล้วเป็นยังไงต่อ? ตัดสินตัวเองเรียบร้อยว่า เราเป็นพระอนาคามีแล้ว
ความแจ่มแจ้งในชีวิตนั้น ไม่ใช่การถึงปลายทาง หรือประสบความสำเร็จ
แต่เป็นความแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยว่า เพราะอย่างนี้ จึงเป็นอย่างนี้ เพราะมีอย่างนี้ จึงมีอย่างนี้
เพราะแจ่มแจ้งในความสุข แจ่มแจ้งในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์
ความหลงในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจในเชิงของความเห็นผิด หรืออวิชชา มันก็จบสิ้นลง
มันเป็นเรื่องความแจ่มแจ้งในเหตุปัจจัยของชีวิตนี้ แค่นั้น
ไม่มีใครไปถึงที่หมายอะไรทั้งนั้น ไม่มีใครประสบความสำเร็จอะไรทั้งนั้น
#Camouflage
08-07-2566

Tuesday Nov 21, 2023
334.ชีวิตนี้เป็นจริงและไม่จริง ได้ยังไง
Tuesday Nov 21, 2023
Tuesday Nov 21, 2023
บรรยายเมื่อ 13-05-2566

Monday Nov 20, 2023

Friday Nov 17, 2023

Saturday Nov 11, 2023
331.ที่มาของกิเลส
Saturday Nov 11, 2023
Saturday Nov 11, 2023
บรรยายเมื่อ 24-06-2566
ที่มาที่สำคัญที่สุดของกิเลส คือ ความสุข
และเมื่อความสุขมีปัญหา นักปฏิบัติธรรมก็เลือกที่จะไม่ทำทั้งหมด
เราตีปัญหาได้ตื้นเขินมาก เราแก้ปัญหาด้วยวิธีกำปั้นทุบดิน
หรือแม้กระทั่งเราทำตามวิธีปฏิบัติที่แพร่หลายกันอยู่ แต่มันก็ไม่พ้นว่า หัวใจนี้มีปัญหากับความสุข ความสุขกลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะรู้สึกว่ามันเป็นที่มาของกิเลส
จะเห็นว่าเราเจอกับดักของความแบ่งแยกตลอดทาง และกับดักนั้นใช้ได้ผลเสมอ เพราะคนเรานั้นไม่ค่อยมีปัญญา
เพราะฉะนั้น เมื่อเราเจอว่า ความสุขคือที่มาของกิเลส หน้าที่เรา ที่จะปฏิบัติต่อสิ่งที่เรียกว่าความสุขนั้น คือ แจ่มแจ้งลงไปที่ความสุข ว่ามันคืออะไรกันแน่
ความสุขคำนี้ เป็นแค่บทสรุปทางความคิด ของการรวมกันของผัสสะในทุกอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ความแจ่มแจ้งในสิ่งทั้งหมดที่เรียกว่าความสุข คือการทำลายความเห็นผิด ทำลายการเห็นอย่างผิวเผิน อย่างตื้นเขิน ต่อผัสสะที่น่าพอใจ หรือที่ทนได้ง่าย
บทสรุปในเชิงของความสุขเคลือบการรวมกันอยู่ของมัน ด้วยความเห็นผิด
และเมื่อความแจ่มแจ้งต่อความสุขเกิดขึ้น ชีวิตก็ไม่มีความสุข...มันก็ไม่เชิงแบบนั้น แต่การถ่ายทอดทางภาษามันจำกัด ความสุขที่ผมพูดถึงนี้ ผมพูดถึงความสุขใน part ของความเห็นผิด
เมื่อแจ่มแจ้งความสุขใน part ของความเห็นผิดแล้ว ชีวิตก็จะไม่สามารถจะมีความสุขในแบบนั้นได้อีก
แล้วเมื่อความสุขใน part ความเห็นผิดแบบนั้น ถูกกระจ่างแจ้ง และหมดซึ่งความหลงผิดต่อผัสสะต่าง ๆ ในเชิงของความสุขแบบนั้น
กิเลสต่าง ๆ ที่เคยเป็นปัญหากับชีวิต มันก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้ เพราะที่มาของมันนั้นได้สลายไปแล้ว
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ผมพูดอยู่เสมอว่า มันเป็นแค่ความแจ่มแจ้งความเป็นทั้งหมดของชีวิตนี้อย่างลึกซึ้ง
ไม่ใช่ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติอย่างซื่อบื้อ กำปั้นทุบดิน เพราะนั้นรังแต่จะทำให้ชีวิตการปฏิบัติธรรมของเรานั้นมืดมิดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าไม่มีปัญญาแล้ว จะมีครูบาอาจารย์ที่ดีระดับพระพระพุทธเจ้ามาสอน เราก็จะสามารถทำคำสอนนั้นให้พังพินาศได้ด้วยฝีมือของเราเอง
#Camouflage

Friday Oct 27, 2023
330.ความเมตตา
Friday Oct 27, 2023
Friday Oct 27, 2023
บรรยายเมื่อ 10-06-2566
ความเมตตาในความหมายของมนุษย์เรา แท้จริงเป็นแค่ชื่อ
เราตั้งชื่อให้กับปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบของการให้การช่วยเหลือ ว่า “เมตตา”
แต่ “เมตตาที่แท้จริง” คืออะไร?
คือความเข้าใจว่า ชีวิตนี้นั้น เป็นแหล่งกำเนิด และเป็นทางผ่านขององค์ความรู้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้
ชีวิตนี้ เป็นแค่แหล่งข้อมูลข่าวสารต่อจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้
การที่ชีวิตชีวิตหนึ่งมีความสามารถ ที่จะส่งผ่านการกระทบกระเทือน อารมณ์ ความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้น ส่งผ่านสิ่งเหล่านั้นอย่างบริสุทธิ์ โดยที่ไม่มีใครสักคนหนึ่งบิดเบือนมัน ไม่มีใครสักคนหนึ่งต้องการจัดการอะไรเกี่ยวกับมัน
...
ฟังธรรมะที่เกี่ยวข้องกับปัญญามาก ๆ ก็ต้องระวังไม่ให้ปัญญามันเกินหน้าความจริงของจิตใจ ที่มันจะต้องทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ
เช่น ถ้ามีความรู้สึกผิดเกิดขึ้น เราจะต้องลงลึกลงไปที่นั่น ไม่ใช่รีบใช้ทฤษฎีในเชิงของปัญญามากลบความรู้สึกผิดนั้น
แต่จะต้องลงไปที่นั่น ลงไปที่ความรู้สึกผิดนั้น ว่ามันคืออะไร มันเกิดขึ้นยังไง มันมาจากไหน?
ไอเดียต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมากมาย เช่น เราไม่ควรจะรู้สึกผิดมั้ย หรือการที่มีความรู้สึกผิด ก็ถูกแล้ว?
ความคิดจะรุมเข้ามาในชีวิตของเราขณะนั้น และเรามีหน้าที่ที่จะต้องเข้าใจทุกย่างก้าวของความคิด ว่ามันคืออะไร ความคิดนี้มาได้ยังไง?
และความคิดจะบอกให้เราไปที่ไหนสักที่หนึ่งเหมือนกัน แล้วเราก็ต้องเข้าใจว่า มันจะพาเราไปที่นั่น เพราะอะไร?
ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา คือ องค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ต่อจักรวาลนี้
และความแจ่มแจ้งที่เกิดขึ้น ต่อทุกอารมณ์ความรู้สึก และความคิดที่เกิดขึ้น คือ การส่งผ่านความรัก และความเมตตาต่อจักรวาลนี้
เพราะฉะนั้น ชีวิตคนคนนึงจะเป็นความเมตตาอันสูงสุดได้นั้น จะต้องมีปัญญาอย่างยิ่งที่จะเข้าใจความมีอยู่ และการเกิดขึ้นมาของชีวิตนี้อย่างแจ่มแจ้ง
#Camouflage
10-06-2566

Tuesday Oct 17, 2023
329.เมื่อผู้รู้และผู้หลง รวมกันเป็นหนึ่ง
Tuesday Oct 17, 2023
Tuesday Oct 17, 2023
บรรยายเมื่อ 27-05-2566
วิธีการปฏิบัติธรรม ที่ผมเรียกว่า การถอยกลับ และการแจ่มแจ้ง รู้จักตัวเองนั้น เป็นกระบวนการที่ชีวิตนี้มีอยู่แล้ว ทำได้อยู่แล้ว
แต่ปัญหา คือ เราไม่เคยถอยกลับ เรามีแต่เดินหน้า และทำให้ฟังก์ชั่นที่ชีวิตของมนุษย์มีอยู่แล้วนั้น ไม่ได้ทำงาน
เราเดินหน้า แม้กระทั่งเรื่องนินทาคนอื่น เวลาเรานินทาคนอื่น เรารู้จักเค้าดี ยิ่งกว่าพ่อแม่เค้าอีก เราเป็นกูรูในด้านการวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเลย
มีใครสอนเรื่องแบบนี้ให้เรามั้ย? ทุกคนตอบได้เลยว่า ไม่ต้องสอน แค่มองปร๊าดเดียว ก็รู้แล้วว่าคนนี้นิสัยเป็นอย่างไร
แต่มองตัวเอง ไม่เคยรู้เลยซักอย่าง ทั้ง ๆ ที่มันใช้กลไกเดียวกัน มันใช้วิธีเดียวกัน มันมีอยู่แล้ว
แต่การเห็นตัวเอง มันยาก
คำว่า ยาก กับ กลไกที่มีอยู่แล้วในชีวิต ไม่เหมือนกัน
ชีวิตนี้มีเครื่องมืออยู่แล้ว แต่มันยาก ง่าย สำหรับคนแต่ละคน ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับปัญญา ความใส่ใจ ความเพียร ความไม่หนี ความกล้าหาญ ความเป็นกลาง
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เราพยายามจะฝึกให้มี
แต่สิ่งเหล่านี้ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ สติ สมาธิ ปัญญา มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการฝึกให้มี
แต่มันคือ ผลผลิตจากการถอยกลับเข้าไปในชีวิต และแจ่มแจ้งกับชีวิตนี้
มันคือสิ่ง ๆ เดียวกันในกลไกนี้
เครื่องมือนี้ประกอบด้วย สติ สมาธิ และปัญญา อย่างแบ่งแยกไม่ได้
แต่เราไปผลิตสิ่งเหล่านั้น ขึ้นมาด้วยตัวเราเอง ซึ่งมันเหมือนของก๊อปเกรดเอที่เซินเจิ้นเฉยๆ
เพราะฉะนั้น ให้เราเข้าใจการ Approach ที่ถูกต้อง แล้วเราถึงจะรู้จักว่า วิธีปฏิบัติธรรมคืออะไรกันแน่
แล้วเราจึงจะเข้าใจว่า สิ่งที่เราอยากจะฝึกทั้งหมด สิ่งที่เราอยากจะมีทั้งหมด ตั้งแต่ศีล สติ สมาธิ ปัญญา หรือกระทั่งความหลุดพ้น หรือแม้กระทั่งชีวิตที่เป็นปัจจุบัน
มันเกิดขึ้นจากที่นี่ มันเป็นผลผลิตจากความแจ่มแจ้ง หรือพูดได้ว่า มันคือ สิ่ง ๆ เดียวกันกับความแจ่มแจ้ง
#Camouflage
27-05-2566

Thursday Oct 05, 2023
328.แจ่มแจ้งวิธีคิดที่มีเราเป็นศูนย์กลาง
Thursday Oct 05, 2023
Thursday Oct 05, 2023
บรรยายเมื่อ 13-05-2566
เราต้องแจ่มแจ้งในไอเดียที่เราคิดอยู่เสมอว่า
“เรา” เป็นคนที่ทุกข์
และ “เรา” จะปฏิบัติธรรม
เพื่อ “เรา” จะพ้นทุกข์
เพื่อ “เรา” จะเป็นพระอรหันต์
เพื่อ “เรา” จะไม่เกิดอีกแล้ว
เราต้องแจ่มแจ้งวิธีคิดทั้งหมดนี้ ว่ามันไม่มีอยู่จริง
ถ้าไอเดียเหล่านั้น ยังไม่ถูกสำรวจตรวจสอบ ด้วยปัญญาอย่างแท้จริงของเรา เราจะคอยตกเป็นเหยื่อของมันในที่สุด
หลังจากเราแจ่มแจ้งในโครงสร้างของวิธีคิด ที่มีเราเป็นศูนย์กลาง ว่าทั้งหมดนั้น มันไม่ใช่เรื่องจริง
เพราะคำว่า “ความเป็นเรา” นั้น มันปรากฏขึ้นมา แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ถ้าไม่มีความเห็นผิดต่อเรื่องชั่วคราวเหล่านั้น นั่นแปลว่า ชีวิตนั้นไม่มีไอเดีย ว่า
“เรา” คือ ผู้ที่เป็นทุกข์
และ “เรา” ต้องการกระทำบางอย่าง
เพื่อ “เรา” จะหลุดพ้น หรือ “เรา” จะพ้นทุกข์
ชีวิตที่ไม่หลงเหลือไอเดียเหล่านั้น เป็นอย่างไร?
เป็นปัจจุบัน ไม่มี “เรา” ในขณะนี้ ที่จะตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางแก้ไข เพื่อให้ “เรา” ในอนาคตได้รับผลที่ดีงาม
ชีวิตที่เป็นปัจจุบันนี้ ไม่มีเจตจำนงของมิจฉาทิฏฐิ หรือ “ความเป็นเรา”
ใช่มั้ยที่ชีวิตแบบนั้น เป็นชีวิตที่ตัวมันเอง มีความเป็นกลางต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตขณะนี้ ไม่ว่าขณะนี้จะคือ ความทุกข์ ความสุข ความเศร้า ความหดหู่ ความโกรธ หรืออารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้น
#Camouflage
13-05-2566

Wednesday Sep 20, 2023
327.เห็นภูเขา ไม่ใช่ภูเขา
Wednesday Sep 20, 2023
Wednesday Sep 20, 2023
บรรยายเมื่อ 15-04-2566
เมื่อชีวิตเป็นจริงได้ ชีวิตทั้งหมดจะเป็นการปฏิบัติธรรมด้วยตัวมันเอง
นั่นหมายความว่า การปฏิบัติธรรมที่เราเคยเรียนมาทั้งหมด ไม่ว่าจะคืออะไรก็ตาม มันไม่ใช่เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของชีวิต ที่เราจะต้องมีสตินะ เราต้องมีสมาธินะ เราต้องเจริญปัญญานะ
เพราะกระบวนการคิดเหล่านั้น คือมิจฉาทิฏฐิ คือมีเราคนนึง จะเป็นผู้ที่ได้รับผลข้างหน้า เราจะกลายเป็นพระอรหันต์
แต่ถ้าเราอยู่ในกระบวนการ “เห็นภูเขา ไม่ใช่ภูเขา” จนเราเริ่มแจ่มแจ้งกับชีวิตมากขึ้น ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง จนสามารถจะมีชีวิตจริง ๆ ได้
กระบวนการของธรรมชาติ ของชีวิต ด้วยตัวมันเอง มันมีความตระหนัก ชัด ที่จะมีชีวิต ที่เป็นการปฏิบัติธรรม
หรือโดยสรุปย่อลงมา ก็คือ มีชีวิตที่เป็นความแจ่มแจ้ง ต่ออะไรก็ตามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
เราไม่สามารถจะหยุดกระบวนการของชีวิตที่เป็นการปฏิบัติธรรมได้เลย นี่คือ การปฏิบัติธรรม
เมื่อชีวิตนี้ เริ่มขึ้นแล้ว
ไม่มีอะไรหยุดมันได้
แต่ถ้าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งในชีวิต ความรู้สึกของเราก็คือ โอ๊ย แย่จัง วันนี้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลย วันนี้ปฏิบัติน้อยไป
ถ้าเรายังมีความคิดอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาในชีวิตการปฏิบัติของเรา เราจะต้องรู้ไว้อย่างชัดเจนว่า เรายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลย แม้แต่นิดเดียว และเราไม่รู้ด้วยว่า อะไรคือการปฏิบัติธรรม
#Camouflage
15-04-2566

Wednesday Sep 06, 2023
326.อะไรที่เราคิดออกได้ นั่นยังไม่ใช่
Wednesday Sep 06, 2023
Wednesday Sep 06, 2023
บรรยายเมื่อ 25-03-2566
เรารู้มั้ยว่า เราเกิดมาพร้อมกับอะไร?
ชีวิตนี้เกิดขึ้นมาพร้อมกับอวิชชา อวิชชา คือ ความหลงผิดทั้งหมดต่อชีวิตนี้
แล้วชีวิตของเรา อะไรคือจริง?
ความจริงของชีวิตนี้ที่เป็นอยู่ คือ ความหลงผิด กิเลส ตัณหา ความอยาก ความดิ้นรน ความเลวร้ายทั้งหลายที่อยู่ในจิตใจ
แต่บรรยากาศของคำสอนต่าง ๆ พยายามให้เราเปลี่ยนมัน นั่นคือความหลงผิดซ้ำสองขึ้นไปอีก คืออย่าเป็นแบบนี้ อย่ามีสิ่งเหล่านี้ ทำลายมันซะ
แต่เราทุกคนรู้ว่า คำสอนที่แท้จริงคือ เราต้องเห็นโลกนี้ตามความเป็นจริง
แต่เห็นมั้ยว่า สิ่งที่เราทำ คือ เราพยายามทำลายความจริง ไม่ใช่เห็นตามเป็นจริง
ความจริงของเราคือความลวง เพราะมันมักอยู่ข้างหน้าเสมอ
และนั่นหมายถึงเป็นสิ่งที่เราไม่มีอยู่ในตอนนี้ เช่น ความบริสุทธิ์ ความไม่มีกิเลส ความเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอรหันต์ หรือไปเป็นเทวดานางฟ้า
สิ่งที่เราเชื่อทั้งหมด สิ่งที่เป็นความเชื่อ เป็นความลวงนั้น กลับกลายเป็นความจริงในหัวใจของเรา
แต่สิ่งที่เป็นความจริงทั้งหมดในชีวิตนี้ มีอยู่จริงในตอนนี้ เรากลับมองไม่เห็นมัน อยากทำลายมัน เราไม่อยากมีมัน
#Camouflage
25-03-2566

Wednesday Aug 23, 2023
325.ทางสายกลางที่เราไม่เคยรู้จัก
Wednesday Aug 23, 2023
Wednesday Aug 23, 2023
บรรยายเมื่อ 11-03-2566
พระพุทธเจ้าบอกว่า ทางสายกลางไม่ใช่ทางสุดโต่งทั้งสองข้าง มันหมายความว่าอะไรกันแน่?
การตัดสินเป็นทุกข์ งั้นไม่ตัดสิน
กิเลสเป็นของไม่ดี งั้นไม่มีกิเลส
ฟุ้งซ่านเป็นความหลง เป็นโมหะ งั้นสงบ
ใช่ไหมว่าทั้งหมดนี้ คือทางสุดโต่งทั้งสองข้างเหมือนกัน
เห็นไหมว่า ที่เราพูดว่าตัวเองนั้นกำลังปฏิบัติตามมรรค เดินทางสายกลาง หัวใจเรา…ไม่ใช่เลย
หัวใจเราคือ ทางสุดโต่งทั้งสองข้างเหมือนเดิม
เราไม่เพียงแค่อยากอยู่อีกข้างนึง เราด่าอีกข้างนึงด้วยว่า ห่วย แย่ สกปรก
เพราะฉะนั้น ลงลึกลงไป เห็นแบบนี้ เห็นโครงสร้าง เห็นชีวิต เห็นความเป็นไปของความครอบงำจากสิ่งที่เราเชื่อทั้งหมด แบบนี้
...
ทางสายกลางจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดความแจ่มแจ้ง ว่าอะไรในชีวิตที่เป็นความสุดโต่งบ้าง
...
การจะมีชีวิตที่จะเข้าใจของทั้งสองข้าง หรือของที่เรียกว่าความสุดโต่งทั้งสองข้าง #ชีวิตนั้นจะต้องไม่หยุด ที่จะลงลึกกับสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มันพอใจกับชีวิตที่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว นั่นแปลว่า มันใช่
เราจะต้องลงลึกไป ว่ามันใช่จริงไหม
...
กว่าที่คนคนนึงจะมาถึงจุดที่สามารถจะมีชีวิตที่แท้จริงได้ ชีวิตที่พ้นออกจากทุกความคิดและความเชื่อได้
ไม่ใช่เพียงแค่ผมบอกว่า ต้องมีชีวิตแบบนั้น เพราะนั่นเป็นแค่ความเชื่อใหม่
แต่หมายถึงว่า คนคนนึงจะต้องสำรวจ ตรวจสอบ ชีวิตทั้งหมดของตัวเอง และแจ่มแจ้งกับความจอมปลอมของมันทั้งหมด
และชีวิตที่แท้จริง จึงจะสามารถเกิดขึ้นได้ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม
11-03-2566
#Camouflage

Friday Aug 11, 2023
324.ปัจจุบันไม่มีการเลือก
Friday Aug 11, 2023
Friday Aug 11, 2023
บรรยายเมื่อ 25-02-2566
การรู้ หรือกิริยารู้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว มันไม่ใช่การฝึก ไม่ใช่ฝึกอะไรบางอย่าง เพื่อจะผ่านเข้าสู่สิ่ง ๆ นี้
การฝึกอะไรบางอย่าง มันคือ #การสร้างสิ่งใหม่ขึ้น สิ่งใหม่ที่เรารู้จักกันดีในนามของ “ผู้รู้” แล้วเราก็เรียนรู้กันมาเยอะว่า สุดท้าย ผู้รู้ คือ อวิชชาตัวใหญ่ที่สุด และเราต้องทำลายมัน และเราก็เคยหลงเชื่อว่า ถ้าเราไม่มีมัน เราจะหลง
ด้วยการสอนแบบนั้น ทำให้มนุษย์คนนึงที่อยากปฏิบัติธรรมนั้น กลัวหลง #ความกลัวหลงได้ครอบงำชีวิต จากคำสอนเหล่านั้น
เราไม่สนใจจะรู้แล้วว่า แท้จริงการรู้นั้น มีอยู่แล้ว…เราไม่สนใจแล้ว หลับหูหลับตาฝึกก่อนดีกว่า ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวจะหลง
เพราะนั้น แต่ละขั้นตอนของชีวิต ที่เรารับคำสอนใด ๆ มาก็ตาม ถ้าเราไม่เคยพิจารณา เห็นวิธีคิด ว่าเราได้รับอะไรบางอย่างเข้ามาต่อชีวิตนี้ เราจะถูกสิ่งเหล่านั้นหลอกเราตลอดชีวิตจนตาย
คำว่า “ปัจจุบัน” นั้น ไม่มีการเลือก
ปัจจุบัน คือ เป็นอย่างนี้ ขณะนี้
รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มันจะรับรู้
การเลือกว่าอะไรสักอย่าง เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกตัว หรืออะไรก็ตามที่เราเรียนมาทั้งหมด การเลือกสิ่งเหล่านั้นสักอย่างหนึ่ง แล้วถูกให้ความหมาย ว่าการเลือกสิ่งหนึ่งนั้น คือปัจจุบัน
เราต้องเห็นกระบวนการเหล่านี้อย่างละเอียด ว่าแท้จริงแล้วการกระทำแบบนี้ เกิดขึ้นจากความจำได้ในความรู้ที่รับมานั้น
ทันทีที่เราจำได้ และทันทีที่เราเชื่อว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น จึงจะเป็นปัจจุบัน แล้วเราก็ลงมือปฏิบัติตามนั้น ชีวิตทั้งหมดนั้นได้อยู่ภายใต้กะลาของอดีตเรียบร้อยแล้ว
และหลังจากนั้น เราก็รู้สึกว่า เรารู้แล้ว นี่ไง ปัจจุบัน ปัจจุบันคืออยู่กับลมหายใจอยู่ ปัจจุบันของเราคือรู้สึกตัวอยู่ เรารู้สึกได้ถึงความเป็นปัจจุบันจริงๆ
แต่ที่ผมพูดเสมอ และพูดมานานแล้วว่า “มันเป็นแค่ปัจจุบันในอดีต”
...
คำว่าปัจจุบันนั้น ไม่มีการเลือก
คำว่า ไม่มีการเลือก หมายความว่า หัวใจของชีวิตที่เป็นปัจจุบันนั้น ไม่มีความแบ่งแยก ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร
รู้ว่ามีลมหายใจเกิดขึ้น กับรู้ว่ามีความคิดเกิดขึ้น...เท่ากัน
รู้ว่าขณะนี้ไม่มีความปรุงแต่งใด ๆ รู้ว่าขณะนี้มีความปรุงแต่งเกิดขึ้น...เท่ากัน
...
เราสามารถคิดออก ว่าภาพในอนาคตที่เราจะเป็น มันเป็นยังไง เราจะเป็นอย่างนั้น ได้ความรู้สึกแบบนั้น เราพอจะคิดออก
นี่คือนัยยะของการปฏิบัติตามรูปแบบของความคิดอันหนึ่ง ที่เราเชื่อ
แต่การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง สิ่งที่เรียกว่า “ปัจจุบัน” สิ่งที่ผมเรียกว่า “ชีวิตที่เป็นอริยสัจ 4”
มันไม่สามารถให้ความรู้สึกถึงการคาดเดา การคาดการณ์ หรือความรู้สึกก้าวหน้า หรือการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีความรู้สึกทั้งหมดนี้ที่ผมพูดเลย
เพราะชีวิตที่เป็นปัจจุบัน และเป็นอริยสัจ 4 ไม่มีใคร คอยได้รับ หรือตัดสินตัวเองว่า ไม่ได้รับอะไรทั้งนั้น
และกระบวนการของชีวิตที่เป็นปัจจุบันนี้เอง คือการที่ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งจะได้รู้จักกันเปลี่ยนผ่านอย่างฉับพลันและสิ้นเชิง
โดยที่ผลลัพธ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านนี้ของชีวิต จะเป็นสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่ง ไม่สามารถจะคิดออกได้เลยว่า มันจะเป็นแบบนี้
#Camouflage
25-02-2566