295.ทัศนะอันบิดเบี้ยว

November 13th, 2022

บรรยายเมื่อ 16-04-2565

ลึกที่สุดของเราไม่ว่าวิธีไหนที่เราทำ ความหวังสุดท้ายของเราก็คือ
...ต้องการที่จะทำลายมัน
...หรือต้องการที่จะไม่มีมัน
...ต้องการที่จะดับมัน 
#แล้วเราจะได้ไม่ทุกข์ซักทีนึง

เพราะฉะนั้น ลึกที่สุดของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ล้วนสนองอัตตาตัวตนของตัวเองทั้งนั้น

และเราถูกสอนให้มีทัศนะต่อสิ่งหนึ่งดี สิ่งหนึ่งชั่วร้าย สิ่งหนึ่งถูก สิ่งหนึ่งผิด และเมื่อเรามี #ทัศนะแห่งการแบ่งแยกแบบนั้น ที่เหลือทั้งหมดของชีวิตเรา จะไปในทิศทางนั้น และไปในทิศทางที่ผิดพลาด 

เราไม่เคยที่จะรู้จักโลกนี้ตามความเป็นจริง เราไม่เคยที่จะรู้จักและเข้าใจสิ่งต่างๆ รวมทั้งชีวิตนี้ตามความเป็นจริง

เราไม่เคยลงลึกกับสรรพสิ่งรอบตัวและสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” โดยที่ไม่มีทัศนะอันบิดเบี้ยวคอยชี้นำอยู่ข้างหลัง  

เราไม่เคยที่จะเปล่าเปลือยล่อนจ้อนที่จะเห็นชีวิตนี้…โลกนี้…ทุกสิ่งทุกอย่าง เห็นมันอย่างแท้จริง เราไม่เคยมีความสามารถนั้นเลย

หลวงพ่อสุเมโธท่านเล่าว่า ช่วงนี้ท่านเจอเรื่องเกี่ยวกับคนตายเยอะ ท่านไม่รู้สึกอะไรเลยไหม? ท่านบอกว่าท่านรู้สึก ท่านมี Feeling ไม่ใช่เป็นผีตายซากที่ไม่รู้สึกอะไรเลย

ท่านบอกว่าความรู้สึกเสียใจก็เป็นอย่างนั้น 
นี่คือความสัมพันธ์ต่อมัน คือมันก็เป็นแค่ความรู้สึก 

แต่เราคิดอะไร? เราคิดว่า อ๋อ…มันจะไม่มีอารมณ์ ความรู้สึก 
ถ้ามันไม่มี..เราจะได้ไม่ทุกข์ 

เราไม่เข้าใจว่า เมื่อมันไม่มีเราแล้ว! มันจะมีอารมณ์อะไร มันก็เรื่องของมัน

ความเชื่อของพวกเราคือ คิดว่าอารมณ์เสียใจเป็นอารมณ์ของโทสะ เป็นอารมณ์ของทุกข์ มันต้องไม่มี...ถึงจะถูก 

เห็นมั้ยว่าชีวิตเราผิดธรรมชาติขนาดไหน เราดัดแปลงตัวเอง ฝึกตัวเองให้มันผิดธรรมชาติ แล้วเราก็นึกว่าเรากำลังทำได้ถูกเลย ตามหนังสือ ตามสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมานานแสนนาน

เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่าเราไม่เคยจะค้นพบความจริงอะไรด้วยตัวเอง #เราเชื่อแล้วเราก็จะทำให้ได้แบบนั้น นี่คือความบ้องตื้นของนักปฏิบัติธรรม

แล้วหลวงพ่อสุเมโธพูดแบบนั้น เราจะเชื่ออีกไหม? นี่คือเรื่องที่เราต้องค้นพบด้วยตัวเองเหมือนกัน 

เพราะฉะนั้น มีทัศนะต่อการปฏิบัติธรรมว่ามันคืออะไรกันแน่ให้ถูกต้อง เลิกเป้าหมายที่ผิดๆทั้งหลายไป แล้วชีวิตที่เป็นอริยสัจจึงจะเกิดขึ้นได้ ความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่ากองทุกข์หรือชีวิตนี้อย่างแจ่มแจ้ง จึงจะเกิดขึ้นได้

#Camouflage
16-04-2565

294.ถ่องแท้…ทะลุปรุโปร่ง

November 7th, 2022

บรรยายเมื่อ 09-04-2565

เราต้องมีความแจ่มชัดก่อนว่าอะไร "ไม่ใช่" การปฏิบัติธรรม

ถ้าเรายังคงถูกครอบงำด้วยความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ลองสังเกตดู...มันเป็นไอเดียที่มีเราคนนึงกำลังทำตามไอเดียที่ดีที่สุดในโลกนี้อันนึงที่เราเชื่อ 

การที่มีเราคนนึงคอยทำตามไอเดียที่เราเชื่อว่าดีที่สุด จากบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุด จากตำราที่น่าเชื่อถือที่สุด เราเคยเห็นมั้ยว่ามีเราคนนึงเกิดขึ้น และกำลังทำตามสิ่งนั้นๆ

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการฝึกของเราที่เราเรียกว่าการฝึกปฏิบัติธรรมนั้น อัตตามันจึงไม่เคยหายไปเลย

ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่ผมพูด เราจะรู้ว่ามันไม่เคยหายไป และมันไม่มีวันที่จะหายไป 

เพราะมีเราคนนึงรองรับความคิดนั้น มีเราคนนึงสร้างภาพจากไอเดียนั้น มีเราคนนึงกำลังสร้างเส้นทางจากความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมนั้นๆ และทั้งหมดนั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม

ก่อนที่เราจะปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง เราต้องรู้จักสิ่งที่ตัวเองเคยทำมาทั้งหมดก่อนว่า ที่เราเชื่อว่า ใช่นั้น...มันใช่จริงมั้ย?

ถ้าเรายังไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งหมดว่ามันคืออะไรกันแน่ ต่อให้เราได้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมที่แท้จริงว่ามันเป็นยังไง มันก็จะเป็นแค่ของจริงกับของปลอมที่คอยผสมกันในชีวิตของเรา จนเราไม่รู้เลยว่าอะไรมันจริง อะไรมันปลอมกันแน่

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม คือ #ความถ่องแท้ในความเป็นทั้งหมดของชีวิต #ความทะลุปรุโปร่งในทุกแง่มุมของชีวิตนี้

และถ้าเราใช้ชีวิตที่เป็นความถ่องแท้และทะลุปรุโปร่งนี้ ชีวิตเราจะเป็นจริง ที่ผมบอกว่าเราต้องใช้ชีวิตจริงๆ...คือแบบนี้

ความทะลุปรุโปร่งของชีวิต ไม่ใช่ความแบ่งแยก มันเป็นเพียงความทะลุปรุโปร่งในแต่ละขณะแค่นั้น และไม่มีการสะสม ไม่มีการเก็บเอาไว้ และไม่มีเพื่ออะไรต่อไปในอนาคต

การจบลงของอัตตานั้น เกิดขึ้นขณะนี้เลย เหลือเพียงความดำรงอยู่อย่างแท้จริงในขณะนี้

ไม่มีความครอบงำของไอเดีย ของความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม

ไม่มีว่าเป็นอย่างนี้...แล้วอนาคตเราจะดีกว่านี้

หรือแม้กระทั่งไม่มีว่าความดำรงอยู่ในขณะนี้...ถูกแล้ว

ไม่มีภาพทั้งหมดต่อชีวิตนี้ในขณะนี้ ไม่มีภาพถัดไปต่อจากขณะนี้ ไม่มีภาพก็หมายถึงไม่มีอัตตามารองรับในแต่ละขณะของชีวิต 

และนี่คือคำว่าปัจจุบัน ไม่ใช่เราอยู่กับปัจจุบัน #แต่ชีวิตเป็นปัจจุบันอยู่แล้ว

เหมือนผมสรุปให้เสร็จแล้วว่า “ชีวิตนี้เป็นแค่การเห็น” จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่เข้าใจด้วยตัวเองว่า อะไรไม่ใช่การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง…

เราฟังๆ แล้วก็ผ่านๆ ไป แล้วก็ถามอาจารย์ว่า “สรุปว่าทำยังไง?” “อ๋อ ชีวิตเป็นแค่การเห็น” “โอเค ต่อไปนี้เราจะแค่เห็น”

นี่คือความพังพินาศของการปฏิบัติธรรม เพราะการที่เราจะแค่เห็น…ก็คือไอเดียหนึ่งเหมือนเดิม

มันไม่มีไอเดียนั้น ชีวิตมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้ไอเดียในการชี้นำให้มันเป็น เราค้นพบมั้ย? แค่นั้น

เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่การฝึก มันคือการค้นพบ และการค้นพบนั่นหมายถึงความฉับพลัน…ความเข้าใจอย่างฉับพลันต่อชีวิตนี้ว่ามันคืออะไรกันแน่

ไม่มีใครจะที่สามารถนำพาเรา ที่จะค้นพบความจริงหรือค้นพบสิ่งที่เป็นจริงได้ นอกจากตัวเราเอง
.

ผมอยากให้เห็นโครงสร้างว่าชีวิตเราเก่ายังไง เราใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ได้ยังไง เราค้นพบชีวิตจริงๆ ไม่ได้ยังไง ชีวิตเราทำไมไม่ใหม่ซักทีนึง เราอยากจะพ้นจากความครอบงำของกิเลส #แต่เรามาถูกสิ่งที่ตรงข้ามกับมันครอบงำแทน

เราต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ของเรา ถ้าเราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง เราก็จะไม่มีวันพ้นจากความครอบงำใดๆ ได้เลย

เราเพียงแค่อยู่ในมายาของความครอบงำ และพยายามจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าภายใต้กะลาใบนั้นแค่นั้น

เพราะฉะนั้น เราทุกคนจะต้องทะลุปรุโปร่งต่อชีวิตนี้ ต่อความเป็นทั้งหมดของชีวิตนี้ เราจึงจะสามารถที่จะพ้นจากความครอบงำทั้งปวงได้ พ้นจากความครอบงำไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม

#Camouflage
09-04-2565

293.ไม่มีไป ไม่มีมา

October 30th, 2022

บรรยายเมื่อ 02-04-2565

 

เพราะเราไม่เคยเข้าใจว่าอะไรคือการปฏิบัติธรรม เราจึงต้องใช้ #ความอยาก ในการปฏิบัติธรรม

ความอยากปฏิบัติธรรมนั้น ใช้ได้กับเมื่อคนคนนึงมีเป้าหมายเท่านั้น มีเป้าหมายที่เป็นมิจฉาทิฏฐิด้วยคือ #มีเราอีกคนนึงรอรับผลข้างหน้านั้น

บางคนอาจจะคิดว่า ถ้าไม่มีเป้าหมายเอาไว้ล่อลวงเราแบบนั้น มันก็คงไม่มีใครที่จะอยากปฏิบัติธรรมหรอก เพราะมันไม่มีใคร ที่จะได้อะไรจากการทำสิ่งๆนั้น...แล้วใครจะทำ?

ผมก็ตอบว่า...ถูกแล้ว มันไม่ควรจะมีการปฏิบัติธรรมด้วยความอยากแบบนั้น เพราะนั่นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม นั่นเป็นนิยายทางธรรมที่คนแต่ละคนคิดสร้างขึ้นมา เพื่อจะไปถึงที่นั่น

มีเราคนนึงที่ยังคงไม่พอใจกับความเป็นอยู่ทั้งหมดในขณะนี้ และหวังว่าเราจะเป็นอีกสิ่งๆ นึงข้างหน้า ที่ดีกว่านี้ ที่น่าพอใจ ที่เป็นไปตามทฤษฎีต่างๆ ที่เราถูกสอนมา อ่านมา ร่ำเรียนมา เราต้องการจะไปที่นั่น

ลึกที่สุดในหัวใจ...ชีวิตการปฏิบัติธรรมของเรา คือพร้อมจะเคลื่อนไปที่นั่น...ในอนาคต

เราอยากจะเคลื่อนออกจากที่นี่ เพราะที่นี่ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ ที่เป็นอยู่ ที่มีอยู่ทั้งหมดขณะนี้ ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ 

หัวใจของเรานั้นเต็มไปด้วยความอยากจะเคลื่อนไปข้างหน้า หรือเรียกว่าความก้าวหน้าก็ได้...มันต้องดีกว่านี้ 

เพราะฉะนั้น ชีวิตของเราเป็นยังไง? ...ชีวิตนั้นเป็นของเราจริงๆ ชีวิตนี้ไม่เคยไม่มีเราเลย เป็นของเราตลอดเวลา และเป็นหัวใจที่พร้อมจะไปและพร้อมจะมาตลอดเวลา

มันไม่เคย…ไม่มีไปและไม่มีมา เพราะหัวใจของเรามันอยากจะดีกว่านี้ตลอดเวลา 

เราอยากจะมีหัวใจหรือจิตใจที่ดีกว่าตอนนี้ที่เป็นอยู่

คุณสมบัติดีๆ ที่เขาพูดถึงกันในการปฏิบัติธรรม...เราอยากมี และอะไรที่มันไม่ดีทั้งหลายที่เขาพูดถึงกันในการปฏิบัติธรรม...เราไม่อยากมี เราอยากสลัดมันทิ้งไป

ถามตัวเองดูลึกๆ เลยว่า นี่คือหัวใจของเราใช่มั้ย?

และด้วยหัวใจนั้นจึงเกิดผลอันสืบเนื่องในการ “ทำ” การปฏิบัติธรรมที่ผิดตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะลงทุนแค่ไหนกับชีวิตก็ตาม

เราต้องค้นพบ #ความไม่มีไป_ไม่มีมา ด้วยตัวเอง

เพียงแค่เข้าใจสิ่งต่างๆ ทั้งหลายเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมที่ผิดพลาดทั้งหมดให้ได้แค่นั้น

#พอเราเข้าใจสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหมดได้_สิ่งที่ถูกต้องมันก็เกิดขึ้นเอง 

แต่ถ้าเรายังเห็นกงจักรเป็นดอกบัวอยู่ คือทำสิ่งไม่ถูกอยู่ เพราะไม่รู้เรื่อง ต่อให้ผมพูดสิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่ มันก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี แล้วเราก็ผสมกันเละเทะกับสิ่งที่ตัวเองเข้าใจว่าถูก...แต่จริงๆ มันผิด

ความไม่มีไป ไม่มีมา คือ การรู้ซื่อๆ เห็นเฉยๆ

ชีวิตเป็นการรับรู้เฉยๆ โดยที่ไม่มีไอเดียของเราสักคนนึงกำลังบอกว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันดีหรือมันไม่ดี แล้วถ้ามันไม่ดี...จะทำยังไงกับมันดี แล้วถ้ามันดี...จะทำยังไงกับมันดี การรับรู้เฉยๆ ไม่มีสิ่งเหล่านี้

เราไม่เคยค้นพบชีวิตที่...ถ้าไม่มีเราสักคนนึงอยู่ แล้วมันเหลืออะไร แล้วใช้ชีวิตนั้น แค่นั้นเอง 

ความไม่มีไป ไม่มีมานั้น เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายในการปฏิบัติธรรม

เราค้นพบชีวิตนั้น ใช้ชีวิตนั้น และในระหว่างทางของชีวิตนี้ มันมีไปและมันมีมา แต่เรารู้ว่า นั่นมันไม่ถูก นั่นเป็นความหลงผิด เกิดการตัดสินแบ่งแยก กำลังถูกหลอกอีกแล้วกับสิ่งที่ดีๆทั้งหลาย 
.

ถ้าเราไม่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคืออะไร...สิ่งที่ผิดเราก็คิดว่าถูก แต่สิ่งที่ถูกเราก็ไม่ทำ 

เพราะฉะนั้น ชีวิตของนักปฏิบัติธรรมจึงเกิดความสงสัยสงสัย ว่าปฏิบัติถูกต้องไหม หาคนช่วยบอกเราหน่อย ทำไงต่อ?

ทำไมถึงมีแต่ความสงสัย? #เพราะชีวิตไม่เคยค้นพบความจริงเลย ได้แต่เชื่อคนอื่นเขา

ถ้าเราไม่เคยเข้าใจหรือค้นพบอะไรที่มันเป็นจริงด้วยตัวเองเลย ไม่ว่าเราจะรับข้อมูลที่ถูกต้องบริสุทธิ์เท่าไหร่ มันก็ไม่สามารถจะช่วยเปลี่ยนชีวิตของเราได้

ท้ายที่สุดเราต้องพึ่งตัวเองให้ได้...จริงๆมันไม่ใช่ท้ายที่สุด มันต้องตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย

ถ้าเราไม่เคยค้นพบความจริงอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย หรือเกี่ยวกับชีวิต หรือเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติธรรมว่ามันคืออะไรกันแน่ สิ่งสังเกตง่ายที่สุดคือ เราจะมีแต่ความสงสัย...สงสัยตลอดชีวิต ไม่แน่ใจตลอดชีวิต วิ่งหาครูบาอาจารย์ตลอดชีวิต แล้วมีแต่ความกลัวตลอดชีวิต 

เราเป็นอย่างนี้เพราะอะไร?
เพราะเราใช้พลังทั้งหมดลงทุนกับคนอื่น แทนที่จะลงทุนกับตัวเอง 

292.ชีวิตของเรา…ไม่เคยจริง

October 22nd, 2022

บรรยายเมื่อ 26-03-2565

 

การปฏิบัติธรรมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นทั้งหมดที่ผมพูดนี้ คือเห็นว่ามีไอเดียหนึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการกระทบแล้วเกิดกิเลสบางอย่าง เกิดอกุศลบางอย่าง เกิดกุศลบางอย่าง แล้วมีไอเดียต่อมันที่จะกระทำการบางอย่างต่อมัน

 

เห็นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ทำอะไรต่อมัน

 

เห็นว่าไอเดียเหล่านั้นเกิดขึ้นมาจากไหน เกิดขึ้นมาจากความรู้ หนังสือ คำบอกเล่าจากผู้รู้ทั้งหลาย ว่าต้องทำยังไงต่อมัน

 

เราได้แต่เชื่อ

ฟัง...อ่าน...เชื่อ

 

เราเข้าใจสิ่งที่ลึกซึ้งทั้งหมดนี้ได้ไหม?

ทำไมเราฟัง…อ่าน…เชื่อ แล้วทำตามอย่างหลับหูหลับตาโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย?

 

#เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกตัดสินและให้คุณค่าว่ามันดี เข้าใจที่ผมพูดให้ลึกซึ้ง

 

เมื่อบางสิ่งบางอย่างถูกตัดสินให้คุณค่าว่ามันดี ไม่ว่าจะเป็นบุคคล คำสอน วิธีการ และสิ่งที่เนื่องมาด้วยจากแหล่งกำเนิดนั้นๆ ที่ถูกบอกว่าดีแล้ว ถูกตัดสินลงความเห็นไปว่าดีแล้ว เราจะเชื่อ

 

เมื่อความเชื่อเกิดขึ้น ความจริงก็ได้สูญสลายไป

 

กระบวนการแห่งชีวิตที่แท้จริงถูกความเชื่อปิดบังอย่างมิดชิด และชีวิตเราหลังจากนั้นดำเนินอยู่ภายใต้ความเชื่ออันนึง ภายใต้ไอเดียนั้นที่เราเชื่อ

 

#และเราเชื่อเพราะมันดี

 

เข้าใจที่ผมพูดมั้ย? เข้าใจที่ผมพูดให้ได้

 

การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีบทสรุปใดๆทั้งนั้น มันคือการเผชิญต่อทุกขณะของชีวิตอย่างสดใหม่และเป็นปัจจุบันที่สุด ไม่มีผลสรุปใดๆก่อนหน้านั้น

 

ไม่มีว่า อืม...จำได้แล้วว่าต้องทำแบบนี้ ไม่มีแบบนั้น

 

จำได้ว่ามีคนเคยบอกว่า ต้องเห็นอย่างนี้ เห็นมันเป็นอย่างนี้ เห็นมันในมุมนี้ เห็นความจริงของมันให้ได้ ไม่มีแบบนั้น

 

เห็นมั้ยว่าทุกอย่างมันดูดีหมด…ดูดีมาก

 

พอมันดี...เราเลยเชื่อ และชีวิตที่แท้จริงของเราก็เลยดับหายไป ชีวิตเราจึงเป็นแค่ชีวิตที่อยู่ภายใต้ความเชื่อ ภายใต้สิ่งที่เราเชื่อว่าดี

 

#จริงมันกลายเป็นดี

#แทนที่จริง มันจะต้องเป็นจริง

 

ผมถามคำถามเราทุกคนบ่อยว่า ชีวิตเรานั้นจริงหรือยัง? มันยากเหลือเกินที่ชีวิตของคนคนนึงจะจริงขึ้นมา

 

การปฏิบัติธรรมคืออะไร?

คือการเห็นโครงสร้างทั้งหมดของแต่ละขณะที่บางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้น และปฏิกิริยาของเราต่อบางสิ่งบางอย่างนั้นคืออะไร? มันมาจากไหน? เกิดขึ้นได้ยังไง? เห็นที่มาของมันทั้งหมด ไม่ใช่ไปทำอะไรต่อธรรมะ

 

แล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมจึงมีคำสอนว่า ธรรมะนั้นพ้นไปจากดี พ้นไปจากชั่ว พ้นไปจากถูก พ้นไปจากผิด พ้นไปจากของคู่ทั้งหลาย

 

การปฏิบัติธรรม มันไม่ใช่การปฏิบัติหรือการกระทำบางอย่างต่อธรรมะ

 

#แต่มันคือการสูญสลายตัวตนที่จะกระทำอะไรบางอย่างต่อธรรมะ

 

สูญสลายสิ่งเหล่านั้น แล้วชีวิตทั้งหมดจะเป็นธรรมะ และนี่คือการปฏิบัติธรรม

 

#Camouflage

26-03-2565

 

291.ผู้เดินตาม…บทสรุปทางความคิด

October 13th, 2022

บรรยายเมื่อ 12-03-2565

 

291.ผู้เดินตาม...บทสรุปทางความคิด

การที่มีใครซักคนนึงกำลังเดินตามบทสรุปซักอย่างนึง แล้วจะไปให้ถึงที่นั่น...นั่นคือกาลเวลา...นั่นคือระยะทาง

กาลเวลาและระยะทางนั้นเกิดขึ้นมาได้จาก “ความคิด” เท่านั้น เหมือนที่ผมเคยบอกว่า เราปฏิบัติธรรมภายใต้ความคิด ภายใต้อดีต 

กาลเวลาที่ผมพูดถึง ไม่ใช่เช้าสายบ่ายเย็น เวลาพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก มืดหรือสว่าง #แต่ความคิดนั้นสร้างกาลเวลาขึ้นในจิตใจ

เวลาเรามีความสุข เวลานั้นสั้นเหลือเกิน แต่เวลาเรามีความทุกข์แค่ 5 นาที มันเหมือนเป็นหนึ่งวัน นี่คือกาลเวลาในจิตใจ และกาลเวลาในจิตใจเกิดขึ้นได้จากความคิด 

เมื่อเรามีความคิดจะเดินตามไอเดีย บทสรุปทางความคิด ทฤษฎี หรือเป้าหมายซักอย่างนึง นั่นคือกาลเวลาได้เกิดขึ้นในจิตใจเราแล้ว

และเมื่อเราเริ่มปฏิบัติธรรมภายใต้กาลเวลาในจิตใจนั้น ไม่ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม นั้นไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ไม่ว่าเราจะไปถึงเป้าหมายนั้นสมบูรณ์เท่าไหร่ก็ตาม ทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่การปฏิบัติธรรม มันเป็นแค่ของเสมือนจริงเฉยๆ

กว่าคำสอนที่บอกว่า การปฏิบัติธรรมนั้นคือ “การพ้นจากความปรุงแต่งทั้งปวง” ครูบาอาจารย์ท่านใช้ทั้งชีวิตที่จะเข้าใจสิ่งนี้ ที่จะเข้าใจว่าความทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง ความบีบคั้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง มันประกอบขึ้นจากอะไร และค้นพบมัน

การค้นพบเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหมดนั้น ไม่ใช่การแก้ไขมัน ไม่ใช่การพยายามจะเปลี่ยนแปลง

เมื่อการค้นพบชีวิตนี้ว่ามันทุกข์ได้ยังไง ค้นพบโครงสร้างทั้งหมดของชีวิตนี้ว่ามันเป็นยังไง มันก่อทุกข์ได้ยังไง แล้วการพลิกชีวิตถึงจะเกิดขึ้น มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง

#มันคือการพลิกชีวิต
#มันคือการมีมุมมองต่อการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด 

คำสอนที่ครูบาอาจารย์ท่านสรุปง่ายๆ ว่าอยู่กับปัจจุบัน กว่าคำสอนนี้จะถูกกลั่นออกมา มันต้องใช้การเข้าใจอย่างหนักหน่วง เมื่อท่านเข้าใจแล้ว #ชีวิตนั้นมันพลิกเป็นการดำเนินชีวิตที่ใหม่ทั้งหมด…คือการอยู่กับปัจจุบัน 

แต่ไม่ใช่เราอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นแค่ชีวิตที่แท้จริงนั้นมันเป็นปัจจุบัน เป็นชีวิตที่ไม่ได้เดินตามบทสรุปทางความคิด 

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านแค่เพียงพลิกของคว่ำให้หงายขึ้น นี่คือธรรมะ นี่คือการปฏิบัติธรรม มันไม่ใช่การค่อยๆสะสม ค่อยๆเปลี่ยนผ่าน การสะสมและค่อยๆเปลี่ยนผ่าน นั่นคือไอเดียของอัตตาตัวตน

แต่เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างส่วนใหญ่ของชีวิต ชีวิตจะพลิก และชีวิตที่เป็นปัจจุบันจะเกิดขึ้น และชีวิตที่เห็นตามความเป็นจริงถึงจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เห็นตามความคิด ตามบทสรุป ตามทฤษฎี ที่อ้างอิงมาจากความจริง

ชีวิตเป็นการเห็นตามความเป็นจริง โดยที่ไม่มีเราที่จะเป็นผู้เห็น หรือคอยเห็นตามความเป็นจริง เพราะถ้ามีเรา หรือมีผู้เห็นตามความเป็นจริง เราหรือผู้เห็นนั้นเองคือความคิด คือเจตนา และความคิดนั้นแบ่งแยกความจริงออกจากเราซึ่งเป็นผู้เห็น หรือผู้ที่คอยเห็น

และเมื่อความคิดเกิดขึ้น ระยะทางและกาลเวลาก็จะเกิดขึ้น

นี่คือสาเหตุที่ผมสอนเราทุกคนว่า #เรียนแล้วต้องลืมให้หมด "การปฏิบัติธรรมจะเริ่มขึ้นเมื่อเราลืมทั้งหมดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม และใช้ชีวิตจริงๆ"

เรียนรู้เข้าใจชีวิตนี้ด้วยตัวของเราเอง เมื่อเราค้นพบว่าชีวิตนั้นเป็นการเรียนรู้ เราจะค้นพบว่ามันเป็นชีวิตที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เราจะเข้าใจความไม่ต้องทำอะไรเลยนั้นแปลว่าอะไร

แล้วเราจะยิ่งเข้าใจว่า ความที่เราพยายามจะทำอะไรบางอย่าง เพื่อจะถึงเป้าหมายบางอย่าง นั่นคือชีวิตเก่า นั่นคือการสร้างกาลเวลาในจิตใจ นั่นคือการสร้างเป้าหมาย นั่นคือการสร้างความขัดแย้งให้กับชีวิตของตัวเอง 

ขัดแย้งยังไง? คือตอนนี้ไม่ดี เราพยายามทำซักอย่างนึงเพื่อจะให้มันดีกว่านี้ และนี่คือความขัดแย้ง

#และขัดแย้งนั้นเองคือความเป็นทุกข์ตลอดเวลาในจิตใจ นี่คือเหตุแห่งทุกข์ เราเข้าใจเหตุแห่งทุกข์แบบนี้มั้ย? เราไม่เข้าใจ เราถึงได้ปฏิบัติธรรมภายใต้ความคิด กาลเวลา ระยะทาง และเป้าหมายตลอดเวลา

และเรานั่นเองที่เป็นคนสร้างทุกข์ให้กับตัวเองตลอดเวลา เพราะเราไม่รู้จักว่ามันคือเหตุแห่งทุกข์

นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านอยากจะสอนเราทุกคนในเรื่องอริยสัจ 4 ว่าเราต้องรู้จักว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุแห่งทุกข์ แต่เราไม่รู้…เรามัวปฏิบัติธรรมอยู่ เราเอาแต่ปฏิบัติธรรมโดยที่ไม่รู้เรื่องของตัวเองเลย 

เราจะเป็นแต่ผู้เดินตาม...เราจะเป็นผู้เดินตามมรรค...ผู้เดินตามคำสอนต่างๆ 

#มันไม่มีใครซักคนนึงจะเดินตามอะไรทั้งนั้น มันมีแค่ชีวิตนี้ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นปัจจุบันแบบนี้ เป็นชีวิตที่เป็นการเห็นแบบนี้ 

ทั้งหมดที่ผมพูดถึง ไม่มีการแยกกัน มันเป็นทั้งการเห็น...เป็นทั้งปัจจุบัน...เป็นความรู้เท่าทันต่อชีวิตนี้ ไม่มีใครเดินตามอะไรทั้งนั้น ความเท่าทันนั้นเกิดขึ้นได้ในปัจจุบันเท่านั้น 

ชีวิตจะเป็นปัจจุบันได้ยังไง? มันต้องเป็นชีวิตที่ไม่เดินตามรูปแบบของความคิดในทุกๆอย่าง ไม่ใช่เราคนนึงพยายามฝึกสติ พยายามมีสมาธิเพื่อจะรู้เท่านั้น นั่นยังไม่ใช่ปัจจุบัน

#ชีวิตนี้เป็นปัจจุบันอยู่แล้ว นี่คือชีวิตใหม่ หรือจะเรียกว่าเป็นชีวิตดั้งเดิมที่เราหลงลืมมันไป เพราะเราใช้ชีวิตตามความคิดตลอดเวลา ตามความคิดตัวเอง ตามความคิดของคนอื่น นั่นหมายถึงหนังสือ คำสอน ทุกอย่างที่เป็นบทสรุปทางความคิดที่ออกมาในรูปของธรรมะ 

เราใช้ชีวิตด้วยการเดินตามความคิด ไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือของคนอื่นก็ตาม ชีวิตจึงไม่สามารถจะเป็นปัจจุบันได้ และการรู้เท่าทันมันจึงเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อชีวิตที่เป็นปัจจุบัน และชีวิตที่รู้เท่าทัน เกิดขึ้นไม่ได้ เราจึงไปฝึกปฏิบัติธรรม ฝึกสติ ฝึกสมาธิ ฝึกทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะเป็นปัจจุบัน เพราะเราไม่เข้าใจว่าชีวิตที่เป็นปัจจุบันนั้น เป็นชีวิตที่ต้องพ้นออกจากทุกรูปแบบของความคิด พ้นจากการเดินตามรูปแบบของบทสรุปทางความคิดทุกอย่าง

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไอเดียของเราสักคนจะเดินตามอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำสอน อาจารย์ หนังสือ บทสรุป

แต่การปฏิบัติธรรมคือชีวิต คือความคงเหลือแค่ชีวิตนี้ #คือความพ้นจากทุกไอเดียต่อชีวิตนี้ แล้วความจริงที่เป็นจริงของมันถึงจะปรากฏ โดยที่ไม่มีความคิดใดๆ เข้าไปแทรก เข้าไปขัดขวางมัน เข้าไปบิดเบือนความเป็นจริงของมัน

#Camouflage

290.เราเป็นนักปฏิบัติธรรมจริงมั้ย

September 27th, 2022

บรรยายเมื่อ 19-02-2565

 

ชีวิตการปฏิบัติธรรมของเราแต่ละคน...เป็นจริงมั้ย?

หรือเป็นแค่...ชีวิตที่มีความทะยานอยาก ที่จะได้รับผัสสะที่น่าพอใจในเส้นทางของการปฏิบัติธรรม?

คำถามที่ผมถาม เป็นสิ่งที่พวกเราต้องพิจารณาให้ชัดเจน 

เมื่อเราเลือกจะเป็นบางอย่าง และไม่เอาอีกอย่างหนึ่ง นั่นไม่จริง นั่นเป็นแค่ชีวิตที่ต้องการได้รับผัสสะที่น่าพอใจแค่นั้น 

เมื่อเราเชื่อว่าสิ่งที่ดีนั้นเป็นสิ่งที่น่าพอใจ เราจะเอา และถ้าผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เช่นกิเลสเกิดขึ้น เราบอกว่าการปฏิบัติของเราย่ำแย่ ไม่ดี 

ผมอยากให้พวกเราเห็นโครงสร้างทั้งหมดที่ผมพยายามจะถ่ายทอดและสื่อสาร ว่าชีวิตเรานั้นมันไม่จริงยังไง ชีวิตการปฏิบัติธรรมของเรานั้นมันจอมปลอมยังไง 

เราต้องค้นเข้าไปในใจจริงๆ ค้นไปลึกที่สุดในใจจริงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่...ในสิ่งที่เราทำ 

#ไม่อย่างนั้นชีวิตเราจะอยู่ภายใต้มายาภาพที่ขาวสะอาดสดใส และปิดบังเราอยู่อย่างแนบเนียน 

ชีวิตการปฏิบัติธรรมของเราเป็นจริงไหม? 

หรือเป็นแค่ชีวิตที่ต้องการความปลอดภัย?

ใช่ไหม...ที่เราพยายามแสวงหาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ วิธีการปฏิบัติต่างๆ ความรู้ต่างๆ การประเมินผลต่างๆ ทั้งหมดแท้จริงแล้ว #เราแค่ต้องการความปลอดภัย 

เราพยายามเป็นคนดีเพราะเรากลัวตกนรก เราสนใจในการทำบุญเพราะเราอยากขึ้นสวรรค์ และเราอยากเป็นพระโสดาบันเพราะเราไม่อยากตกอบาย 

นี่คือทั้งหมดที่เราเป็นใช่ไหม? 

คำถามผมคือ ชีวิตมันจริงตรงไหน?

แล้วชีวิตจริงๆ นั้นเป็นยังไง? 
ชีวิตที่เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงเป็นยังไง?

คือชีวิตที่เผชิญกับความจริงในขณะนี้ โดยที่ไม่รู้อะไรล่วงหน้าเลย นั่นคืออริยสัจ 4 คือ #ชีวิตแห่งอริยสัจ 

เราต้องเผชิญกับขณะนี้โดยที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีความคิดที่จะป้องกัน หรือที่จะต้องเผชิญกับมันด้วยกิริยายังไงดี หรือมันควรจะเป็นยังไงดี 

และนั่นคือความจริง ความจริงอยู่ที่นี่แล้ว อยู่ที่นี่เลย เราทุกคนมีความจริงอยู่ตลอดเวลา 

แต่ความจริงมันถูกพาให้ไปไกลเหลือเกิน บรรยากาศทั้งหมดมันบอกเราแบบนั้นว่าเราจะต้องไปถึงความจริง 

ความจริงไม่ต้องไปถึง มันอยู่ที่นี่เลย 

เมื่อกิเลสเกิดขึ้น เรามีวิธีการทันทีว่าจะทำยังไงกับมัน…ใช่มั้ย?

บางคนจะทำกรรมฐาน เช่น อสุภกรรมฐาน บางคนมีวิธีอยู่แล้วว่า คอยรู้มัน ดูมัน ไม่เข้าไปเป็นกับมัน 

เรามีวิธีอย่างสมบูรณ์แบบซักอย่างหนึ่งที่เราจะทำต่อความจริงในขณะนี้ เรามีวิธีล่วงหน้า...เข้าใจไหม? 

แต่การเผชิญกับความจริงของชีวิต บางครั้งเราอาจจะเห็นมันโดยที่ไม่เข้าไปเป็น 

เรารับรู้ทั้งหมดนั้นว่า เห็นแล้วไม่เป็น...มันเป็นยังไง มันเกิดขึ้นได้ยังไง 

บางครั้งมันเกิดขึ้น เรารู้ แล้วเราก็เป็นไปกับมันด้วย...แล้วมันเป็นยังไง ทั้งหมดนั้นเป็นยังไง เกิดความดิ้นรนยังไงต่อ

เห็นกระบวนการของการต่อสู้ การหนี การคิดวิธี...เห็นทั้งหมดนั้น

เข้าใจกิเลสตัวนั้น เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น...เข้าใจให้มันแจ่มแจ้ง

มีความอยากตามกิเลสนั้น...ทำไม? ค้นลงไป มันต้องการอะไร? เราจะได้อะไร? แล้วมันเป็นยังไง? 

ความอยากนั้นถูกสร้างความสืบเนื่องได้ยังไง? มันมีอะไรเกิดขึ้นต่อจาก...เมื่อความอยากเกิดขึ้น มันถึงสร้างความสืบเนื่องได้? 

#เข้าใจทั้งหมดนี้ 

#ไม่ใช่หนีมัน ไม่ใช่ทำให้มันไม่เกิดขึ้น ไม่ใช่กลบเกลื่อนมัน 

เข้าใจที่ผมพยายามจะบอกไหมว่า นักปฏิบัติธรรมพยายามฝึก…#ฝึกอาวุธสักอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อที่จะต่อสู้กับกิเลส แม้ว่าจะเป็นการเห็นมันก็ตาม แม้จะเป็นการแค่รู้แค่เห็นก็ตาม 

แต่หัวใจของเราคือการสู้กับมัน เราต้องเข้าใจทั้งหมดที่ผมพูดนี้ 

เพราะเพียงแค่หัวใจเราผิด ทุกอย่างจะผิดหมด 

ชีวิตที่เป็นการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่การฝึกอาวุธอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง เพื่อจะต่อกรกับกิเลส 

แต่คือ #เข้าใจความเป็นไปทั้งหมดของมัน เข้าใจที่มาที่ไปของมัน เข้าใจกระบวนการของมัน 

และการที่ไม่มีใครซักคนที่มีหัวใจจะต่อกรกับมัน นั่นคือ #หัวใจของสัมมาทิฏฐิ

และอย่างที่ผมบอก เมื่อสัมมาทิฏฐิได้เกิดขึ้นแล้ว สัมมาที่เหลือทุกอย่างจะเกิดขึ้นตามกันมาอย่างที่หลีกหนีไม่ได้

สิ่งที่เราอยากได้ที่สุดคือ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ จะเกิดขึ้น #มันจะเกิดขึ้นแปรผันไปตามความเข้าใจอันแจ่มแจ้งในอริยสัจ 4 นี้ มันจะแปรผันไปตามความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในชีวิตนี้

ไม่ใช่การพยายามทำสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น ทำสิ่งที่ไม่ดีให้หายไปหรือไม่เกิดขึ้น เหล่านั้นไม่ใช่ความเข้าใจในชีวิตนี้ 

เรานึกออกมั้ย เราพยายามทำคุณสมบัติที่ดีที่เราเชื่อ...ให้มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา และทำลายหรือไม่อยากให้สิ่งที่เราเชื่อว่าไม่ดีนั้นเกิดขึ้น เราใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องของความเชื่อใน 2 เรื่องนี้แค่นั้น 

แล้วอริยสัจ 4 อยู่ที่ไหน?
ความเข้าใจในชีวิตนี้อยู่ที่ไหน?

เมื่อความเข้าใจในชีวิตนี้แจ่มแจ้งขึ้นเป็นลำดับ ชีวิตก็จะเป็นมรรคมากขึ้นตามลำดับ 

มันคือเรื่องๆเดียวกันทั้งหมด ทั้งอริยสัจ 4, ทั้งมรรค 8, ทางสายกลาง มันคือเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้ มันแค่เปลี่ยนมุมพูดเฉยๆ เปลี่ยนมุมขยายความเฉยๆ แต่มันมาจากที่นั่น #มันมาจากอริยสัจ4

อริยสัจ 4 คือความจริงอันประเสริฐ ที่ไม่ต้องแสวงหา...ไม่ต้องแสวงหาจากใคร มันอยู่ในตัวเราแล้วทุกคน มันคือชีวิตของเรา 

ของประเสริฐที่สุดอยู่ที่ตัวเรา ไม่ต้องไปหาสิ่งประเสริฐที่อื่น เราวิ่งหาบูชาสิ่งประเสริฐที่อื่น ยกเว้นตัวเอง 

#Camouflage
19-02-2565

289.ชีวิตที่ไร้บัญญัติ

September 20th, 2022

บรรยายเมื่อ 12-02-2565

 

289.ชีวิตที่ไร้บัญญัติ

คำว่า “ดี” ที่เราเชิดชูกัน ที่เราให้คุณค่ากับบางสิ่งบางอย่าง มันจริงไหม?

“ดี” มันใช่ “จริง” ไหม? 

ศาสนาพุทธ ถูกครอบงำด้วยคำว่า “ดี” มากกว่า “จริง” 

ศาสนาพุทธถูกโลกและสังคมกลืนไปด้วยความดีมากกว่าจริง จริงหายไป ดีมาเป็นใหญ่แทนในศาสนาพุทธ 

บรรยากาศนี้ทำให้เหล่านักปฏิบัติธรรมจึงค้นไม่พบความจริง เราติดอยู่กับความเชื่อหลายอย่าง และ “ดี” คือหนึ่งในนั้น 

ผมว่าเราทุกคนเมื่อเข้ามาปฏิบัติธรรมจะได้ยินคำสอนว่า เราต้องปฏิบัติธรรมเพื่อจะรู้ว่าความจริงคืออะไร เราต้องปฏิบัติธรรมเพื่อจะเห็นโลกนี้ตามความเป็นจริง 

ฟังผมให้ดี…คำสอนกำลังบอกเราว่า “เราต้องมาปฏิบัติธรรม เพื่อจะเห็นความจริง”

เพื่อจะเห็นความจริง…นั้นแปลว่าอะไร?

ความจริงอยู่ในอนาคต ความจริงอยู่ข้างหน้า เราคนนึงจะต้องปฏิบัติซักอย่างนึงที่เรียกว่า “วิธีปฏิบัติ” เพื่อจะไปรู้ว่าอะไรคือความจริงที่อยู่ข้างหน้า ที่อยู่ในอนาคต อีกไกลแสนไกล 

นี่คือคำสอนผ่านภาษาที่เราได้รับ และเราทุกคนคิดแบบนั้นว่า โอเค เราต้องปฏิบัติธรรมก่อน เราต้องพยายามมีสติ มีสมาธิ มีนู่น มีนี่ มีนั่น เพื่อที่วันนึงเราจะเห็นความจริงได้ 

แต่ความจริงคือ “ขณะนี้”…#ความจริงคือขณะนี้เลย 

ขณะแห่งการรับรู้ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ และไม่มีระยะทางที่จะเข้าถึงมัน 

เป็นชีวิตที่ไร้กาลเวลา เหนือกาลเวลา เป็นชีวิตที่เป็นอกาลิโก นี่คือความจริง นี่คือจริง มันไม่ได้อยู่ข้างหน้า มันไม่อาศัยการปฏิบัติเพื่อจะไปถึงมัน มันอยู่ที่นี่อยู่แล้ว 

เราถูกหลอกด้วยภาษา ด้วยความหมายของมัน และเราเชื่อสนิทใจว่า เราต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะพบความจริงที่อยู่ข้างหน้านั้นให้ได้ 

นี่คือหายนะของวงการการปฏิบัติธรรม...ที่เราทุกคนเข้าใจแบบนั้น นี่คือโศกนาฏกรรมของนักปฏิบัติธรรม

ความหายนะที่เราไม่เห็นโครงสร้างของชีวิตของเรา ว่าติดอยู่กับความหมายของคำสอน ถ้อยคำ เรายึดติดอยู่กับมัน 

ชีวิตทั้งชีวิตที่เป็นจริง จึงกลายเป็นชีวิตที่เป็นความเชื่อ เป็นความยึดมั่น กับความเชื่อสักอย่างนึง 

เราไม่เคยมีชีวิตจริงๆ...ไม่เคยเลย 

เราถูกความหมายของคำสอนที่เราอ่านที่เราฟังเป็นตัวนำทางชีวิต

ชีวิตเราคับแคบ เพราะเราถูกครอบงำด้วยความหมายของบางสิ่งบางอย่างที่เราเชื่อ 
.

มันมีเราคนนึง แยกออกจากสิ่งที่ถูกรู้ต่างๆนั้น ว่ามันเกิดและดับ ว่ามันเป็นไตรลักษณ์ เราคนนี้ไม่เคยหายไปเลย 

ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าเห็นตามความเป็นจริง คือทั้งหมดนี้ต้องเกิดและดับ เป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เหลือเราหรืออีกสิ่งหนึ่งที่เป็นคนคอยรู้ว่ามันเกิดและดับ 

นี่คือผลลัพธ์จากชีวิตที่เราทำตามความหมายของคำสอนซักอันนึง 

เราใช้ความคิด แปลความหมายของคำสอนนั้น แล้ว “ทำ”

ทำไมเราทำแบบนั้น? เพราะเราเชื่อว่าความหมายของคำสอนนั้นถูก 

ผมถามอีกว่า แล้วเราจะเชื่อได้ยังไง? เราอาจจะมีเหตุผลว่าเพราะๆๆๆๆ 

ถามตัวเอง…มันคือความเชื่อที่ซ้อนไปเรื่อยๆใช่ไหม?

เราไม่เคยเหลือแค่ชีวิตจริงๆ #ชีวิตล้วนๆจริงๆที่ไม่มีเรา ไม่มีไอเดียของความเป็นเรา ไม่อยู่ภายใต้ความหมายของวิธีปฏิบัติใดๆ  เหลือแค่กายและจิตนี้ เหลือแค่นี้จริงๆ 

แล้วชีวิตนั้นจะเป็นการรู้ ที่ไม่ใช่เราคอยรู้ หรือเราต้องทำอะไรให้มันรู้ 

แต่ชีวิตนั้นเป็นการรู้ และเป็นการเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็เป็นความเปลี่ยนแปลง ทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย ไม่มีใครซักคนอยู่ที่นั่น นี่คือการเห็นตามความเป็นจริง นี่คือการเห็นความเกิดดับ 

#ชีวิตเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว...แค่เราหายไป 

ความเกิดและดับ อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา เป็นการขยายความความเป็นเช่นนั้นเอง ขยายออกมาเพื่อให้เราเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นเองนี่เป็นยังไง 

ชีวิตที่ไร้บัญญัตินั้นมันไม่มีความหมาย มันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นอย่างนั้นเอง แม้กระทั่งคำว่าเป็นเช่นนั้นเองหรือเป็นอย่างนั้นเอง ก็คือความพยายามอธิบายชีวิตที่แท้จริงนั้นให้เป็นความหมายเฉยๆ 

#แค่รู้จักชีวิตที่ไร้บัญญัติ เราจะรู้จักทุกอย่าง

แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน? เราอยู่ที่ความหมายว่าชีวิตเป็นเช่นนั้นเอง เราอยู่ที่ความหมายของการขยายความคำว่าเป็นเช่นนั้นเองว่า มันเกิดแล้วก็ดับ มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง ทนสภาพเดิมไม่ได้ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย

เราอยู่ที่ความหมายของสิ่งที่ถูกขยายออกมาๆ เรื่อยๆ เราอยู่ที่นั่น เราไปทำสิ่งๆนั้น 

เราพยายามเห็นสิ่งสิ่งนั้นที่เป็นคำขยายจากชีวิตที่ไร้บัญญัติเฉยๆ 

เข้าใจที่ผมพูดไหม? เราอยู่คนละที่กันอย่างสิ้นเชิง เราอยู่กันคนละโลก 

ผมเคยบอกว่าเราพยายามทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ แล้วไม่ทำสิ่งที่ต้องทำ…เป็นแบบนี้ 

ถ้าเรายังไม่เข้าใจชีวิตที่แท้จริงนั้นเป็นชีวิตที่ไร้บัญญัติ เราจะอยู่ที่นั่น เราจะใช้ชีวิตที่อยู่ในความหมายบางอย่างที่เราเชื่อ แล้วเราจะพยายามจะไปถึงความหมายนั้นที่เราเชื่อ และนั่นคือโลก เราอยู่ในโลกเหมือนเดิม ต่อให้เรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่ ก็คืออยู่ในโลก...โลกของนักปฏิบัติธรรม เราแค่เปลี่ยนโลกเฉยๆ เรายังไม่อยู่เหนือโลก 

เพราะฉะนั้น #ชีวิตที่ไร้บัญญัติคือขณะนี้ นี่คือจริง

แล้วขณะนี้จบไป ขณะใหม่เกิดขึ้น ขณะใหม่จบไป ขณะใหม่เกิดขึ้น 

ชีวิตที่ไร้บัญญัตินั้นเป็นความเกิดดับอยู่แล้ว เป็นความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ชีวิตทั้งชีวิตเป็นสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว 

จริงมีแค่นี้ นอกเหนือจากนี้คือไม่จริง 

.
เมื่อชีวิตนั้นเป็นจริงแล้ว คำอธิบายทั้งหมดเกี่ยวกับคำสอนในการปฏิบัติธรรม มันอยู่ที่นี่ 

มันไม่ใช่เราสักคนนึง...แสวงหาความจริง วิ่งไปตามความหมายเหล่านั้น ทั้งหมดนั้นไม่จริง 

เราเคยได้ยินคำสอนว่า ธรรมะที่แท้จริงคือ การปิดปากเงียบ หุบปากเงียบ…คือแบบนี้ 

เพราะถ้ามันออกไปจากปากแล้ว ทั้งหมดมันไม่จริงแล้ว มันเป็นความหมายในความคิดของเรา และเราจะไปที่นั่น ไปตามความหมายนั้น และนี่คือสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ทำกัน...ทำแบบนี้ 

แม้ว่าเราจะสามารถไปตามความหมายเหล่านั้น เราก็จะเป็นเหมือนพระอนุรุทธะที่ผมเคยเล่าให้ฟังหลายครั้ง ที่ท่านสามารถเห็นโลกธาตุเกิดดับได้อย่างมากมายในชั่วลัดนิ้วมือเดียว แต่ท่านไม่สามารถจะบรรลุธรรมได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องแบบนั้น 

นี่คือผลลัพธ์จากชีวิตการปฏิบัติธรรม ที่อยู่ภายใต้ความหมายของบัญญัติ ภาษา คำสอน ชีวิตที่ยึดมั่นอยู่กับความหมายเหล่านั้น และนั่นไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริง 

เรามีหน้าที่เดียว #ที่จะต้องรู้จักชีวิตที่แท้จริงว่าคืออะไร 

แล้วชีวิตที่เหลือทั้งหมด จะเป็นการปฏิบัติธรรม

#Camouflage
12-02-2565

288.สิ่งที่เราไม่เคยทำ…ในการปฏิบัติธรรม

September 8th, 2022

บรรยายเมื่อ 05-02-2565

 

288.สิ่งที่เราไม่เคยทำ...ในการปฏิบัติธรรม

 

การภาวนาคือ การรู้จักว่าอะไรเป็นอะไร ชีวิตนี้คืออะไร ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตนี้คืออะไร กับดักและโครงสร้างอันผิดเพี้ยนทั้งหมดคืออะไร เกิดขึ้นได้ยังไง

 

แล้วความถูกต้องถึงจะเกิดขึ้น

 

ความถูกต้องไม่เกิดขึ้นจากการเชื่อบุคคลคนนึงที่เราเชื่อถือ แล้วทำทุกอย่างอย่างสุดหัวใจตามความเชื่อนั้น...ให้ถูกเป๊ะตามที่คนคนนั้นบอก นั่นมันเป็นแค่จินตนาการ เป็นแค่ภาพ เป็นแค่ความเชื่อ

 

การภาวนา หรือการปฏิบัติธรรม หรือกิริยาต่างๆ ที่เราใช้ในการปฏิบัติธรรม ที่เราเรียกว่า “รู้” หรือ “เห็น” ต้องเกิดขึ้นมาจากชีวิตของเราเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการที่มีหนังสือบอกเรา หรือมีคนบอกเรา

 

คำว่า “รู้” คำเดียว เราสามารถจินตนาการได้ไม่เหมือนกัน มันจึงเกิดปัญหาได้ว่า ทำไมความรู้สึกตัวที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เราถึงทำให้มันกลายเป็นความเพ่งได้

 

เพราะฉะนั้น #การภาวนาจึงเริ่มต้นที่_ความเข้าใจชีวิตเก่าทั้งหมดว่ามันเป็นทุกข์ได้ยังไง

 

ไม่ใช่เริ่มต้นที่การเดินเข้ามาวัด เดินเข้ามาที่สำนักปฏิบัติธรรม แล้วมาถามครูบาอาจารย์ว่า ต้องทำยังไง

 

แต่ต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง ที่จะมีปัญญาและมีวุฒิภาวะ ที่จะเติบโตขึ้นมา และเข้าใจชีวิตทั้งหมดที่เคยผ่านมา ว่ามันทุกข์ได้ยังไง แล้วเราจะไม่ใช้ชีวิตแบบนั้น หลังจากที่เราเข้าใจทั้งหมดของชีวิตนั้นแล้ว

 

เราจะไม่ปฏิบัติธรรมด้วยชีวิตและหัวใจแบบเก่า และถ้าเรารู้ว่ามันเกิดขึ้น เราจะรู้ว่านั่นไม่ใช่ ไม่ต้องให้ใครบอกเราเลย นี่คือวุฒิภาวะ นี่คือความเติบโต ที่เราทุกคนจะต้องลงทุนด้วยตัวเอง

 

เมื่อเราเข้าใจว่าชีวิตเก่านั้นเป็นทุกข์ได้ยังไง เราจะค่อยๆ ที่จะรู้จักการใช้ชีวิตจริงๆ เราจะไม่ใช้ชีวิตที่เป็นเหตุแห่งทุกข์

 

เราจะค่อยๆ ค้นพบว่า ชีวิตที่แท้จริงนั้นคือ ชีวิตที่เงียบเชียบที่สุด

 

คำว่าเงียบเชียบ...ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย แต่เงียบเชียบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

 

เราจะเงียบเชียบ เพราะผมบอกว่ามันเป็นชีวิตที่แท้จริง และเชื่อผมว่ามันถูกหรือว่าดีไหม?

 

หรือความเงียบเชียบนั้นเกิดขึ้นจากความเข้าใจชีวิตทั้งหมด ว่ามันเป็นทุกข์ได้ยังไง แล้วผลลัพธ์สุดท้ายคือเราค้นพบว่า ชีวิตมันเงียบเชียบด้วยตัวมันเอง

 

แม้กระทั่งชีวิตที่เงียบเชียบก็ไม่อาจเอาไปเป็นวิธีปฏิบัติได้ แต่มันต้องเกิดขึ้นจากชีวิตของเราเอง เกิดขึ้นจากความเข้าใจทั้งหมดของชีวิต ความทุกข์ทั้งมวลของชีวิตของเราเอง

.

 

ชีวิตเป็นแค่ความดำรงอยู่ ดำรงอยู่กับทุกขณะของชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม

 

ชีวิตนั้น ไม่ใช่การที่มีใครสักคนนึงคิดว่าจะปฏิบัติธรรมยังไงดี หรือคิดว่าจะปฏิบัติต่อสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังไงดี แต่ดำรงอยู่กับมันอย่างเต็มเปี่ยม โดยที่ไม่มีใครคนนั้นคิดจะทำอะไรกับมัน...นี่คือสิ่งเดียวที่นักปฏิบัติธรรมไม่เคยทำ

 

เราทุกคนพร้อมจะทำอะไรกับมันตามความรู้ ตามวิธีการที่เราได้รับมาจากอาจารย์ เช่น เราจะเห็นมัน เราจะดูมัน เราจะรู้มัน เราจะไม่เข้าไปเป็นกับมัน นั่นคือสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราอยากจะให้เป็นแบบนั้น เราต้องการเป็นแบบนั้น เราต้องการได้รับรสชาติของการเป็นแบบนั้น นั่นคือกามตัณหา!

 

สิ่งที่เราไม่เคยทำเลยคือ #ดำรงอยู่กับมันอย่างเต็มเปี่ยม ไม่มีใครคนนั้นคิดจะทำอะไรกับมันทั้งนั้น

 

และเราก็อาจจะคิดว่า แล้วมันจะผ่านไปใช่ไหมครับ?

 

คำสอนเหล่านั้นจะทำให้เราอยู่ในอนาคต ไม่ได้ดำรงอยู่กับมันอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เรารอว่าจะเกิดอะไรขึ้น และถ้ามันไม่ผ่านไป เราจะกลุ้มใจว่า ทำอะไรผิดรึเปล่า

 

ดำรงอยู่กับจิตใจ...ความรู้สึกต่างๆ เหมือนกับเราที่ดำรงอยู่กับร่างกายนี้...ที่มันแก่ ที่มันเจ็บ ที่มันจะตาย

 

เรามุ่งจะให้จิตใจนี้มันดี เพื่อที่เราจะได้เกิดดีๆ ตายดีๆ ไปดีๆ เราไม่เคยสนใจที่จะไม่ไปไหน...ไม่ไปไหนแล้ว

 

เราสนใจจะไปกับไม่ไป ไปที่ดีๆ ไม่ไปที่ไม่ดี มีใครสนใจว่าไม่ไปไหนไหม?

 

ดำรงอยู่กับมันอย่างเต็มเปี่ยม...ไม่ไปไหน...ไม่มีเรา

 

“เมื่อไม่มีเรา ก็จะไม่มีใครต้องไปไหน”

 

จะเหลือแค่ความเป็นอยู่ของชีวิตนี้...#มันเป็นอย่างนี้ แค่นั้น

 

#Camouflage

05-02-2565

 

287.ความเปลี่ยนแปลง…ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

August 27th, 2022

บรรยายเมื่อ 29-01-2565

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของหัวใจนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่มีเราคนนึง มีไอเดีย แล้วพยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

 

การเปลี่ยนแปลงในแบบที่เราทำมานั้นคือ ความที่มนุษย์คนนึงไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เราทำเหมือนเดิม จริงๆเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง เราคือมนุษย์คนเดิม ไอเดียเดิมๆ

 

แต่ความไม่มีเรา

...การมีชีวิตที่ความคิดเข้าไปไม่ถึง

...การมีชีวิตอย่างเงียบเชียบ

...การที่ไม่มีใครสักคนพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไร

...การที่ใครคนนั้นหายไป

...ไม่มีใครสักคนใส่ความพยายามต่อชีวิตนี้ เพื่อให้มันดีกว่านี้

 

และเมื่อใครคนนั้นหายไป ความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนจึงจะเกิดขึ้นได้

 

ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดภายใต้ความเป็นเรา คือความล้มเหลว คือหายนะ เพราะมันคือความที่มนุษย์คนหนึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยต่างหาก เราต้องเข้าใจเรื่องนี้

.

 

เราติดอยู่ในกับดักของการคิดว่า จะทำยังไงดีต่อความทุกข์หรือความสุขที่เกิดขึ้นในชีวิต เรามีโครงสร้างของการที่เราคนนึงพยายามที่จะปกป้องตัวเอง

 

เราหมกมุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาความทุกข์ความสุข เราหมกมุ่นตั้งแต่เราอยู่ในโลก เช่น เราหนีความทุกข์ด้วยการหาความสุข พอเรามาปฏิบัติธรรม เราหนีความทุกข์ด้วยการทำสมาธิ ด้วยการวิ่งหาความสงบ ด้วยการเจริญวิปัสสนา เราจะเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง

 

แต่ผมถามว่าหัวใจคืออะไร?

หัวใจที่ลึกที่สุดคือหัวใจเดิมใช่ไหม?

 

คือเราหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาความทุกข์ เราแค่เปลี่ยนวิธีเฉยๆ เราใช้วิธีที่เลิศเลอที่สุดคือ วิปัสสนากรรมฐาน ผมไม่ได้บอกว่ามันผิด

 

แต่ผมถามว่าหัวใจของเราคืออะไร?

คือเราคนนี้จะหนีทุกข์ใช่ไหม?

 

ทั้งหมดคือมีเราคนหนึ่งพยายามหาวิธีการที่จะหนีความทุกข์ เรายังคงหนีความทุกข์เหมือนเดิม ผมถึงบอกว่าเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง เราคือมนุษย์คนเดิม และเราไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงได้

 

แต่การมีชีวิตที่เงียบเชียบ ไม่ได้เกิดจากการที่ฟังผม เมื่อผมอธิบายได้อย่างดี และเราคิดตามเหตุผลแล้วว่าอย่างนี้ถูก แล้วเราจะทำแบบนี้ นั่นคือวิธีของการหนีทุกข์เหมือนเดิม

 

แต่ความเข้าใจในการมีชีวิตอย่างเงียบเชียบ #จะต้องเป็นสิ่งที่เราทุกคนจะต้องค้นพบมันด้วยตัวเอง ว่าทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น

 

ตามประสบการณ์ผม เราจะค้นพบว่าชีวิตมันเป็นความเงียบเชียบอย่างแท้จริง มันมักจะเกิดขึ้นจากความทุกข์ ความผิดหวัง ความไม่สมหวัง ความที่ไม่ได้อะไรอย่างที่เราต้องการ ความที่เป้าหมายทั้งหมดที่เราหวังไว้ทลายลงไป

 

#แล้วชีวิตที่เงียบเชียบจะเกิดขึ้นมา โดยที่ไม่มีใครมีไอเดียว่าเราจะมีชีวิตที่เงียบเชียบ มันเกิดขึ้นมา แล้วเราจะค้นพบมันว่านี่คือ ชีวิตที่แท้จริง

 

และใครสักคนหนึ่งจะใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบ ไม่ใช่เพราะว่าเราเชื่อคนอีกคนนึงบอกว่ามันถูก แต่เรารู้จักมันด้วยตัวเอง ด้วยหัวใจของเราเอง ด้วยชีวิตของเราเอง ว่าต้องเป็นแบบนี้

.

 

#อย่าหลบหนีจากชีวิต แล้วไปหาอะไรทำ

 

ขณะที่เราฟุ้งซ่าน เรารีบไปนั่งสมาธิ…ทำไม? จริงๆ เราหนีความฟุ้งซ่านใช่ไหม? เราอยากได้รับความสงบแทน เพราะมันดีกว่า

 

เราไม่หนีได้ไหม?

เราไม่ตามได้ไหม?

เราไม่ถอยได้ไหม?

แล้วเราก็ไม่สู้กับมันได้ไหม?

เราอยู่กับมันเฉยๆได้ไหม?

 

นี่คือชีวิตที่เงียบเชียบ ผมไม่ได้บอกว่ามันต้องดี แต่มันเป็นชีวิตที่เงียบเชียบ

 

ชีวิตเราทุกคนหลบหนีมาตลอดชีวิต เราไม่เคยเลิกจะหลบหนี

 

พอเราทุกข์ เราจะไปหาความสุข เราอยู่กับทุกข์ไม่ได้

 

พอเราเบื่อ เราจะไปหาอะไรทำ เราอยู่กับความเบื่อไม่ได้ เราต้องการได้รับบางสิ่งบางอย่างตลอดเวลา

 

เมื่อก่อนผมสอนในคลิปแรกๆว่า เราแค่ Being อยู่ในธรรมชาตินี้ คือเป็นอยู่ในธรรมชาตินี้เฉยๆ ไม่ใช่การใช้ชีวิตที่คิดว่าวันนี้เราจะได้รับอะไรดีๆบ้าง

 

เพราะฉะนั้น ชีวิตที่เป็นการภาวนานั้น ไม่ใช่ชีวิตที่หาอะไรทำ แต่เป็นชีวิตที่ไม่มีอะไรทำ

 

อย่าลืมที่ผมบอกว่า เราทุกคนเลือกที่จะมาปฏิบัติธรรม…หรือภาวนาทั้งชีวิตของเรา…เราเลือกสิ่งนี้ เราเลือกเพราะเราต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนกับชีวิตนี้ เราต้องรู้ว่าอะไรคือสาเหตุ ต้นเหตุ หรือเหตุของมัน

 

และใช้ชีวิตนั้นด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง ที่เกิดขึ้นมาจากหัวใจของตัวเอง

 

อย่าใช้ชีวิตเดิมที่พยายามจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

286.มันต้องผลิบานขึ้นมาจากชีวิต

August 16th, 2022

บรรยายเมื่อ 16-01-2565

 

เรามาฟังธรรมไม่ใช่เพื่อที่จะได้รับวิธีปฏิบัติธรรม พวกเรามีวิธีปฏิบัติธรรมกันเยอะมากแล้ว แต่เรามาเพื่อจะเข้าใจว่า #วิธีปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องผลิบานขึ้นมาจากชีวิตแห่งอริยสัจ 4 เท่านั้น

 

เพราะถ้าวิธีปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้ผลิบานขึ้นมาจากชีวิตที่แท้จริง เราจะเป็นแค่คนที่รับวิธีปฏิบัติธรรมไป และใช้ความคิดกับวิธีปฏิบัติธรรมนั้นว่าจะต้องทำอย่างไร

 

และชีวิตหลังจากนั้นของเราก็กลายเป็นแค่วิธีปฏิบัติธรรม กลายเป็นแค่ชีวิตภายใต้ความคิด ภายใต้ภาพอันหนึ่งที่เราวาดเอาไว้ว่านี่คือวิธีปฏิบัติธรรม และนั่นคืออดีต...เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อดีต

 

เราไม่เพียงอยู่แต่ในอดีต...เมื่อเราวาดภาพของวิธีปฏิบัติธรรมเสร็จเรียบร้อย นั่นหมายถึงมันมีอนาคตอยู่ด้วย อนาคตเราจะได้รับบางสิ่งจากวิธีปฏิบัติธรรมแบบนี้

 

เพราะฉะนั้น #ชีวิตของเราเป็นได้แค่อดีตและอนาคต ไม่เคยที่จะรู้จักคำว่าปัจจุบันเลย

 

แต่ทีนี้เมื่อทุกคนเริ่มรู้จักว่า “ปัจจุบันนั้นคือเส้นทาง” และแล้วมันก็ได้กลายเป็นวิธีอีกครั้งหนึ่ง... “เรา” จะอยู่กับปัจจุบัน

 

เราอยู่กับปัจจุบัน หรือ ชีวิตนั้นเป็นปัจจุบัน?

 

เราสามารถจะแยก 2 สิ่งนี้ว่ามันต่างกันได้ไหม?

 

ชีวิตที่เป็นปัจจุบันนั้นเป็นชีวิตที่ความคิดเข้าไปไม่ถึง นั่นหมายถึงว่ามันไม่มีการตัดสิน มันไม่มีการให้ค่า ไม่มีการให้ความหมาย ไม่มีที่หมายใดๆหลงเหลืออยู่ มันจึงพ้นไปจากถูกผิดดีชั่ว อยู่พ้นไปจากการคอยประเมินทบทวนตัวเอง

 

เราชอบประเมินหรือทบทวนตัวเองว่า ตอนนี้เราทำถูกไหม? ตอนนี้เราดีหรือยัง? ก้าวหน้าไหม? ดีกว่าเดิมหรือยัง?

 

ทำไมเราทำแบบนั้น? เพราะเราไม่เข้าใจว่าอะไรคือการปฏิบัติธรรม เราเข้าใจแต่เรื่องของวิชาพัฒนาตัวเอง เราแค่เป็นคนที่ต้องการจะดีกว่านี้แค่นั้น

 

ที่เราปฏิบัติธรรมผิดกันทุกวันนี้ ก็เพราะว่าเรามานั่งเพื่อจะรับวิธีปฏิบัติธรรม แล้วก็เอาไปทำ เราไม่เคยให้มันเบ่งบานขึ้นมาจากชีวิตนี้ ชีวิตนี้เหมือนดิน ดอกไม้หรือดอกบัวจะต้องเบ่งบานขึ้นมาจากดินนี้

 

#เราต้องใช้ทั้งชีวิตนี้ที่จะเข้าใจวิธีปฏิบัติธรรมที่ถูกสอนกันมา

 

เวลาความโกรธเกิดขึ้น ความไม่พอใจเกิดขึ้น เราจะรู้สึกทันทีว่า เราไม่ควรโกรธแบบนี้ ทำไมเราโกรธขนาดนี้ นี่เราปฏิบัติธรรม ขนาดนี้แล้ว...ยังเป็นขนาดนี้เลยหรือ? ทำไมมีคำพูดเหล่านั้นกับตัวเอง…เข้าใจไหม?

 

เพราะว่าลึกๆ ของเรานั้น เราคิดว่าเราจะดีกว่านี้ เราเข้าใจรากเหง้าของความเป็นเราไหม? เราเข้าใจการลวงหลอกของอัตตาว่ามันเก่งขนาดไหนไหม?

 

ชีวิตเป็นการรับรู้ที่ไม่มีการเลือก ชีวิตเป็นความรับรู้ ไม่ใช่เรารับรู้ มันมีความรับรู้อยู่แล้ว เป็นความรับรู้ที่ไม่มีการเลือก ไม่มีการตัดสินว่านั่นไม่ดี นี่ดีกว่า ไม่ใช่การพัฒนา ไม่ใช่การปรับปรุง ไม่ใช่เราจะดีกว่านี้ #แต่คือการเป็นอยู่กับทุกขณะไม่ว่าสิ่งนั้นจะคืออะไรตาม อยู่กับมันอย่างศิโรราบ อยู่กับมันโดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง แก้ไข จัดการ หรือทำอะไรบางอย่าง

 

และคำตอบจะอยู่ที่นั่น ทางออกจะอยู่ที่นั่น ความจริงอยู่ที่นั่น

 

ความจริงนั้นไม่ใช่เราสักคนนึงกำลังกำหนดทิศทางให้มัน #มันต้องไม่มีเรา_ความจริงถึงจะเกิดขึ้น

 

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนั้นเริ่มจากความบริสุทธิ์ที่สุด แล้วก็จบที่ความบริสุทธิ์ที่สุดเหมือนกัน #ไม่ใช่เริ่มจากตัณหาของใครสักคนนึงที่อยากจะบริสุทธิ์ หรือเริ่มจากใครสักคนนึงที่อยากจะเห็นความจริง

 

#มันไม่มีใครคนนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เราต้องเข้าใจเรื่องนี้ แต่มันมีเมื่อเราคิด มันมีเมื่อข้อมูลต่างๆที่เราเรียนมา จำมา ถูกบอกเล่าสืบต่อกันมา และสร้างเราขึ้นมาเป็นระยะๆ “เรา”ไม่ได้มีอยู่ตลอด

 

ที่เรากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ทั้งหมด ลองสังเกต ลองถามตัวเองดู ลองพิจารณาย้อนกลับไป #จริงๆแล้วเรากำลังหนีทุกข์อยู่ใช่ไหม? เรากำลังทำทุกอย่างเพื่อจะหนีความทุกข์แค่นั้น แม้กระทั่งเราพยายามจะเห็นตามความเป็นจริง ก็เพื่อจะหนีมันใช่ไหม? มีเราคนนึงกำลังจะหนีมันใช่ไหม? นี่เป็นคำถามที่เราต้องถามตัวเองในทุกครั้งที่ความทุกข์เกิดขึ้น

 

เราใช้ทั้งชีวิตที่จะพิจารณาสิ่งที่เรากระทำต่อความสุขและความทุกข์ ว่าเราทำอะไรลงไปบ้าง? กำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อความสุขและความทุกข์เกิดขึ้นในขณะนี้?

 

เราเห็นความดิ้นรนที่เกิดขึ้นทั้งหมดของเราขณะนี้ไหม? และความดิ้นรนที่เรากำลังจะทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่ามันจะดูดีแค่ไหนก็ตาม...ที่เหมือนการปฏิบัติธรรมเลยก็ตาม เบื้องหลังจริงๆแล้วเรากำลังหนีใช่ไหม?

 

และถ้าเราพบว่ามันเป็นอย่างนั้น และเรารู้ว่ามันไม่ใช่ เราจะทำยังไง? เราจะทำยังไงดี?

 

จนกว่าความพยายามทั้งหมดจะสิ้นสุดลงไป และชีวิตนั้นจะหยุด ซึ่งไม่ใช่วิธีปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ทางลัดที่นำไปสู่การปฏิบัติธรรมให้เร็วกว่านี้ #แต่ชีวิตนั้นหยุดด้วยการผ่านชีวิตแห่งอริยสัจ 4 นี้ด้วยตัวเราเอง แล้วเราจะเข้าใจคำว่าหยุด คำว่าพ้นจากความปรุงแต่งทั้งปวง คำว่ารู้สึกตัว คำว่าปกติ

 

และเมื่อชีวิตหยุดอย่างศิโรราบ จะเป็นแค่ความดำรงอยู่กับความเป็นทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ โดยไม่มีใครจะตัดสินให้คุณค่า ว่ามันดีหรือไม่ดียังไงกับภาวะที่กำลังเป็นอยู่นี้ และนั่นคือขณะแห่งชีวิตที่ความคิดเข้าไปไม่ถึง นั่นคือขณะแห่งความจริงสูงสุด ความจริงสูงสุดไม่ได้อยู่ข้างหน้า ความจริงคือขณะนี้ ที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้

 

แต่เราเข้าใจว่าความจริงมันต้องดีเท่านั้น ความจริงคือ สงบ สุข ว่าง นั่นคือความจริงของความคิดของเรา แต่จริงๆมันไม่ใช่ นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะเป็นเฉยๆ มันอยู่ในอนาคต มันไม่จริง

 

ผมถึงบอกว่า #เราต้องรู้จักว่าอะไรคือจริง

#Camouflage

16-01-2565

285.ระบบของความคิด

August 8th, 2022

บรรยายเมื่อ 18-12-2564

 

การปฏิบัติธรรมคือ การเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชีวิตนี้

…เห็นเงื่อนไข ข้อจำกัด ความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้

…เห็นระบบของสายสัมพันธ์ของมันทั้งหมด

พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ความเข้าใจแจ่มแจ้งในกองทุกข์นี้” หรือเรียกว่า “อริยสัจ 4” มันไม่ใช่เรื่องลึกลับ

แต่พวกเราใช้ชีวิตกันอย่างตื้นเขิน เราต้องการแค่เชื่อ…แล้วทำตาม เราไม่เคยทำตามด้วยความลงลึกเข้าไปในตัวชีวิตนี้ด้วยตัวเราเองอย่างแท้จริง

ผมอยากให้เราเข้าใจว่า มันไม่ใช่เรื่องของการที่เรากำลังคิดว่า เราจะฝึกสติยังไงให้ดีกว่านี้ ฝึกสมาธิยังไงให้ดีกว่านี้ หรือจะฝึกให้มีปัญญายังไงให้ยิ่งกว่านี้ เรานึกออกไหม…นั่นคือ #ระบบของความคิด

แต่สิ่งที่ผมบอกคือ การที่เราเข้าใจระบบของความคิดทั้งหมดว่ามันกำลังสั่งให้เราทำอะไรบ้าง...นี่คือจริง เรื่องจริงมันเป็นแบบนี้

เราจะรู้จักเรื่องจริงได้ เราต้องรู้จักว่าอะไรคือเรื่องปลอมๆทั้งหมดในชีวิตนี้

เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธคือคำว่า “จริง” มีแต่คำว่าจริง

เราไปถึงคำว่า “จริง” ไหม…อันนี้ต้องถามตัวเอง

 

ถ้าผมจะพูดอะไรให้ฟัง...ให้มันน่าอภิรมย์หน่อย หรือว่าลื่นหูซักนิด อาจจะน่าสนใจกว่านี้ เช่นผมบอกว่า พวกเราทุกคนควรจะมาปฏิบัติธรรม วันนึงเราจะเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง วันนึงเราจะเป็นคนที่สามารถปล่อยวางได้ทุกสิ่งทุกอย่าง วันนึงเราจะยอมรับต่ออะไรๆที่กำลังเกิดขึ้นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง วันนึงเราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง วันนึงเราจะเป็นอิสระ วันนึงเราจะไม่มีเรา เราจะเป็นพระอรหันต์ เราจะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์เหลืออยู่เลย...ฟังดูรื่นหู เสนาะหู ไพเราะ

เกิดอะไรขึ้นทันที?

เราทุกคนจะเข้ามา พร้อมรับสิ่งที่ผมจะบอกให้ไปทำทั้งหมด แล้วเราจะตั้งหน้าตั้งตา “ทำกันแบบสู้ตาย”

เพราะเราหวังว่าวันนึงเราจะถึงที่นั่น เราจะได้รับความเป็นอย่างนั้น…ความไม่ทุกข์ ความเป็นพระอรหันต์ ความหลุดพ้น ความอิสระ

นึกออกไหม? “เรา” จะได้รับ

“เรา” ยังอยู่!

เรายังอยู่เหมือนเดิม

เราเป็นคนที่กำลังได้รับอะไรเหมือนเดิม เหมือนทั้งชีวิตที่เกิดมานั่นแหละ เราจะประสบความสำเร็จเหมือนที่เราเคยประสบความสำเร็จในทางโลกเหมือนเดิม

 

กับการที่ผมบอกว่า #การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเพียงแค่การตื่นและลืมตาขึ้นมาแค่นั้น

ความรู้สึกของการที่เราตื่นและลืมตาขึ้นในขณะแรกเป็นยังไง? มีเราเป็นผู้หลุดพ้นไหมตอนนั้น? มีไอเดียว่าเราเป็นผู้ไม่ทุกข์แล้วไหม? เราเป็นกลาง…เราปล่อยวาง…เรายอมรับทุกอย่างได้…มีไหมตอนนั้น?

ผมอยากให้เราเข้าใจว่า เราถูกล่อหลอกด้วยความหวังโดยมีความเป็นเรานี่แหละเป็นเหยื่อ เป็นเหยื่อที่หลอกง่ายที่สุด เพราะเราจะเอา จะบุกน้ำลุยไฟเท่าไหร่เราก็ทำ เพราะถ้าเราเชื่อว่าสิ่งนั้นมันดีเลิศประเสริฐ...เราจะทำ เพราะเราจะได้หนิ...ทำไมเราจะไม่ทำ เราต้องอดทนเรียนหนังสือ สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ทำงานเพื่อจะได้สิ่งที่ดีเลิศประเสริฐ เช่น เงิน ทนทรมานเท่าไหร่เราก็ยอม

มันคือระบบเดียวกัน มันคือระบบของความคิดที่หลอกเรา ระบบความคิดที่ชี้นำชีวิตเรา ชี้นำชีวิตเราทั้งชีวิตจนกระทั่งเรามาปฏิบัติธรรม มันก็ยังชี้นำเราอยู่เหมือนเดิม เราไม่เคยเห็นความจริงว่าเราถูกมันครอบอยู่ตลอดเวลา ทุกขณะของชีวิตเราถูกมันครอบ

การเห็นความจริงของชีวิตคือเห็นที่นี่ เห็นเงื่อนไขบางอย่างที่ครอบงำชีวิตนี้ มันถูกบีบคั้นยังไง มันถูกเตะไปทางนู้นที เตะไปทางนี้ทีได้ยังไง เข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดที่มีอยู่ในชีวิตนี้ นี่คือการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การไปเป็นอะไร

และเมื่อเรารู้ทัน เมื่อเราเห็นเงื่อนไขทั้งหมด เห็นความสัมพันธ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในแต่ละขณะของชีวิต ความยึดมั่นต่อสิ่งๆนั้นจะสลายไป จะเหลือแค่การใช้ชีวิตจริงๆ เหลือแค่ชีวิตที่เป็นปัจจุบันจริงๆ

แล้วเราจะพบว่าชีวิตเราต้องทำอะไรน้อยมากเลย ที่เราต้องทำมาก ก็เพราะความยึดมั่นในความคิดที่ชี้นำเรา และเราเชื่อมัน

เพียงแค่ไม่มีความยึดมั่นต่อความคิดและความเห็นที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะของชีวิต ไม่ใช่เราไม่ทำอะไร แต่เราจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราจะต้องทำมันน้อยลง เพราะหลายเรื่องที่ถ้าหมดตัณหาไปแล้ว มันก็ไม่ต้องทำ มันจะเหลือแค่บางเรื่องที่ต้องทำเท่านั้น

 

Camouflage

18-12-2564

284.การปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน

August 1st, 2022

บรรยายเมื่อ 11-12-2564

 

284.การปฏิบัติธรรมอยู่ที่ไหน

 

เรายังรู้สึกอยู่ไหมว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของชีวิต

 

ถ้ามันเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของชีวิตแปลว่า ชีวิตนี้จะมีอีกหลายกิจกรรมนอกจากการปฏิบัติธรรม นั่นแปลว่าการปฏิบัติธรรมนั้นถูกแยกส่วนไปเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของชีวิตนี้ นั่นแปลว่าคำพูดที่เราเคยได้ยินว่าให้หลอมรวมการปฏิบัติเข้าไปในชีวิตให้ได้เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นกับชีวิตนี้

 

ในความเป็นจริงมันไม่ใช่การหลอมรวมการปฏิบัติเข้าไปในชีวิตนี้ให้ได้ แต่มันเป็นความเข้าใจชีวิตนี้อย่างลึกซึ้งว่า #ชีวิตนี้นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ชีวิตกับการปฏิบัติธรรมนั้นคือสิ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ แยกเป็นของ 2 อย่างไม่ได้

 

ถ้าการปฏิบัติธรรมนั้นถูกแยกออกเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เราจะทำ สิ่งที่ถูกแยกออกได้นั้นเป็นได้แค่อย่างเดียวคือความคิด คือไอเดีย คือสิ่งที่เราจะไปถึง คือเป้าหมาย คือการที่เราพยายามจะไปถึงอีกที่หนึ่ง #และเราไม่รู้จักที่นี่ เรามองข้ามที่นี่ไป ไปทำอีกอย่างหนึ่งเพื่อจะไปถึงอีกที่หนึ่งของกิจกรรมนั้น

 

เราปฏิบัติธรรมอย่างตื้นเขินที่เราจะเห็นแค่กิเลส เห็นแค่สภาวธรรม เราเห็นทุกอย่างแบบแยกส่วน เราเห็นตามทฤษฎี เราเห็นตามคำสอน เราเห็นตามคำบอกกล่าว และเราทำแค่นั้น

 

เราแค่พยายามที่จะทำตามความเชื่อในคำสอนที่มีขอบเขตอันจำกัด คำพูดนั้นมีขอบเขตจำกัดในตัวมันเอง แล้วเมื่อเราฟังคำพูด เรามีภาพของเรา เรามีขอบเขตของความหมายของคำพูดนั้น และเราทำตามนั้น เราทำตามภาพที่เราคิดเอาเอง

 

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนั้นคือ ชีวิตที่เปิดกว้าง ชีวิตที่ผ่อนคลาย ชีวิตที่พร้อมจะเห็นความเคลื่อนไหว ความเป็นไป ความเป็นทั้งหมดของเหตุและปัจจัยมากมายที่เกิดขึ้นในขณะนี้

 

เมื่อเราเห็นชีวิต เห็นความเป็นทั้งหมดของมันในแต่ละขณะของชีวิต ชีวิตเราจะไม่คับแคบ การใช้ชีวิตนั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีกรอบอันคับแคบของความคิดนั้นบังคับเอาไว้ ไม่มีความสับสน ไม่มีความยุ่งเหยิง ไม่มีความวุ่นวาย แล้ววันนึงเราจะได้รู้จักการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเลือก #เราแค่ฟังเสียงของชีวิตเท่านั้น เราจะรู้จักการฟังเสียงของชีวิต

 

และเมื่อเราใช้ชีวิตที่ไม่ต้องเลือก เราไม่ได้เป็นคนเลือก ชีวิตเราจะอยู่เหนือถูกเหนือผิด เหนือการตัดสินแบ่งแยก

.

 

เบื้องลึกที่สุดของหัวใจของเรา เรายังมีความหวังว่าเราปฏิบัติธรรมแล้ววันนึงเราจะเป็นพระโสดาบันหรือพระอรหันต์ไหม?

 

หรือว่าเราจะมีจิตใจที่ไม่มีกิเลส สะอาด บริสุทธิ์ เบื้องลึกที่สุดของหัวใจของเรายังมีความหวังนั้นไหม?

 

ฉันต้องได้อะไรบ้างแหละในชีวิตนี้ หรือฉันคงต้องดีกว่านี้บ้างแหละในชีวิตนี้ ยังมีไอเดียนั้นไหม?

 

ฉันคงต้องดีกว่าคนในโลกบ้างแหละ หรืออย่างน้อยที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีกว่าคนที่มีกิเลสในโลกนั่นแหละ ยังมีไอเดียนั้นไหม?

 

ฉันก็ยังดีกว่าคนในบ้านฉันที่ไม่ปฏิบัติธรรมสักคนนึงเลย ยังมีไอเดียนั้นไหม?

 

ใช่ไหมที่นักปฏิบัติธรรมเกือบจะทุกคน ลงทุนปฏิบัติธรรมด้วยไอเดียแบบนี้ และมีไอเดียเหล่านี้ตลอดชีวิตการปฏิบัติธรรม

 

คำถามผมคือว่า แล้วเราจะได้ปฏิบัติธรรมตอนไหน? เพราะชีวิตนั้นไม่เคยเป็นชีวิตจริงๆ เลย

 

ตอนเด็กๆ เราเติบโตขึ้นมา เราตั้งใจเรียนหนังสือ เราตั้งใจอ่านหนังสือ เราตั้งใจสอบ เพราะเราหวังว่าจะผ่าน เราหวังว่าเราจะได้ที่ 1 เราหวังว่าเราจะได้รับคำชมว่าเราเรียนเก่ง เราหวังว่าเราจะได้รับอะไรที่ดีกว่าในขณะนี้

 

ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การอยู่ในครอบครัว การอยู่กับเพื่อน การทำงาน #เราอยู่ในโครงสร้างของการที่เราทำอย่างนี้เพราะเราจะได้รับอย่างนั้น เราทำอย่างนี้เพราะเรามีสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะได้รับอย่างนั้น แล้วเราใช้วิธีเดิม ใช้วิธีคิดเดิมๆ โครงสร้างของความเป็นเราเหมือนเดิมมาปฏิบัติธรรม

 

เข้าใจที่ผมบอกมั้ยว่า มันถึงกลายเป็นแค่อีกกิจกรรมหนึ่งของชีวิตเท่านั้นที่เราเรียกว่าการปฏิบัติธรรม แต่มันอยู่ภายใต้โครงสร้างของวิธีคิดเดิมๆ

 

ความเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดของชีวิตที่ผมพูดถึงนี้ เห็นความเป็นทั้งหมดของตัวเอง เห็นกระแสความเป็นไปทั้งหมดของชีวิตนี้ และเราเข้าใจมันทั้งหมดได้อย่างแท้จริง นี่คือการปฏิบัติธรรม

 

ความเข้าใจทั้งหมดที่ผมพูดนี้คือสิ่งที่เราเรียกว่าอริยสัจ 4 รู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง

 

เมื่อเราพูดถึงอริยสัจ 4 มันดูยากเหลือเกิน ถ้าเราพูดกันง่ายๆคือแบบนี้ เราเข้าใจกระบวนการทั้งหมด เบื้องลึก เบื้องหลัง ความขับดันทั้งหมด ความหลงเหลือทั้งหมด ความไปสู่บางสิ่งบางอย่างทั้งหมด ความเดือดร้อนดิ้นรนทั้งหมด

 

ถ้าเราเข้าใจว่าอะไรเป็นการปฏิบัติธรรมกันแน่ เราจะค้นพบความจริงที่สำคัญสูงสุดคือ ชีวิตที่ไม่หลงเหลือเป้าหมายใดๆให้ใครบรรลุถึง เป็นเพียงแค่การเห็นกระแสของชีวิตนี้ #เห็นความเป็นไปของมันอย่างไม่มีวันจบสิ้นแค่นั้น

 

#เราคือการเห็นนั้น_และจุดจบของเราอยู่ที่นั่น แต่มันต้องไม่ใช่ Sense ของการที่เราได้เป็นการเห็นนั้น...และเราถูก

 

#Camouflage

11-12-2564

283.ระบบของความคิด ระบบปฏิบัติธรรม ระบบของอัตตา

July 26th, 2022

บรรยายเมื่อ 21-11-2564

 

เมื่อคนคนนึงรู้จักชีวิตที่แท้จริง เขาจะรู้ว่ามันไม่สามารถอธิบายได้ และไม่มีวิธีการหรือระบบการปฏิบัติการ ระบบการปฏิบัติธรรมใดๆที่จะเป็นเส้นทางอย่างชัดเจน ที่จะไปถึงชีวิตที่แท้จริง 

เพราะว่าเมื่อระบบของเส้นทางเกิดขึ้น ระบบของเส้นทางนั้นเป็นตัวแทนของความคิด และคนที่ได้รับเส้นทางจะกระทำการปฏิบัติธรรมภายใต้ระบบของความคิด ซึ่งความคิดนั้นไม่สามารถจะเชื่อมเข้ากับความจริงได้  #ไม่มีวันจะเป็นไปได้

แต่ทุกวันนี้เราใช้ระบบของความคิด ระบบของเส้นทางที่ถูกแปลออกมาจากความคิด 

แล้วเราใช้ความคิดของเรารับระบบการปฏิบัติธรรมนั้น 

และดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ระบบของความคิดนั้น

เพราะฉะนั้น ผมถึงบอกว่าทั้งหมดที่เราทำ ถ้าเรายังใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบบของความคิด หรือปฏิบัติธรรมอยู่ภายใต้ความเชื่อที่เราเชื่อ 

นั่นแปลว่าที่ผ่านมาทั้งหมดของเรานั้นเรายังไม่ได้เริ่มปฏิบัติธรรมเลย

ถ้าเราแค่นั่งเฉยๆ และไม่มีทิศทางของระบบความคิด ความเชื่อใดๆชี้นำ แค่นั่งเฉยๆ เราจะค้นพบว่ามีสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกตัว เราจะค้นพบชีวิตที่เป็นปกติ เราจะค้นพบสภาพที่พ้นจากความปรุงแต่งทั้งปวง เราจะค้นพบสภาพเดิมแท้ สภาพดั้งเดิมของชีวิต ซึ่งเป็นสภาพก่อนหน้าที่ระบบของความคิด ระบบของความเชื่อ กำลังบอกเราว่าจะต้องทำอะไรต่อตัวชีวิตนี้

ทุกวันนี้เราไม่รู้จักสภาพนี้ ทุกวันนี้เราพยายามปฏิบัติธรรม เราพยายามรู้สึกตัว เราพยายามรู้ทันความคิด เราพยายามรู้ทันสภาวธรรมต่างๆในจิตใจ 

เรายังไม่ได้ออกจากความคิดเลย 

เราไม่เคยออกจากความคิดเลย 
เรารู้ทันความคิดภายใต้ความคิด 
เรารู้ทันความปรุงแต่งของอารมณ์ภายใต้ความปรุงแต่งของความเชื่อ 
เรายังไม่เคยออกไปไหนเลย 
เราอยู่ที่เดิม

ผมอธิบายทั้งหมดเพื่อให้เราเห็นภาพหรือเข้าใจตัวเองว่า เราผิดพลาดกับคำว่าปฏิบัติธรรมมากมายขนาดไหน และเมื่อเราเข้าใจความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราจะเข้าถึงชีวิตที่แท้จริงที่เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ผมบอกว่ามันเป็นอยู่แล้ว 

การปฏิบัติธรรมมันเป็นชีวิตอยู่แล้ว เมื่อเราเลิกทำสิ่งที่ผิดทั้งหมด สิ่งที่เราต้องการจะปรากฏออกมา มันเป็นอยู่แล้ว

มันถึงเป็นคำพูดที่ผมบอกว่า มันไม่มีเส้นทางที่จะไปสู่สิ่งที่เป็นอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว 

เหมือนที่ผมยกตัวอย่างว่า พวกเรากำลังถามผมว่า ช่วยสอนหน่อยว่าจะเป็นคนยังไง 

แล้วผมบอกว่าเราเป็นคนอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อ เราจึงวิ่งออกหาเส้นทางว่าจะทำให้ตัวเองเป็นคนยังไง และพยายามรับเส้นทางเหล่านั้นมาในชีวิตของเรา และปฏิบัติตามเส้นทางที่เรารับมานั้น เพื่อจะเป็น”คน” นี่คือวิถีของนักปฏิบัติธรรม เราทำแบบนี้

เพราะฉะนั้น เราแค่เลิกทำทุกอย่างที่ไร้สาระแบบนั้น แล้วเราจะพบว่าเราเป็นคนอยู่แล้ว

เราต้องเห็นโครงสร้างที่เราเป็นอยู่ เราในฐานะกู กูกำลังไม่มีสิ่งที่ดีตามที่กูเชื่อ แล้วกูอยากจะมีสิ่งๆนี้ตามที่เขาบอกมา แล้วกูจะทำสิ่งๆนี้ เพื่อจะได้รับสิ่งที่ดี เพราะกูอยากได้ดี เราเข้าใจโครงสร้างของกูไหม

เราอยู่ภายใต้ระบบของความเชื่อของอัตตา และเราทำตามนั้น เราเชื่อระบบของอัตตา ระบบของอัตตาเป็นความคิดอย่างหนึ่ง และนักปฏิบัติธรรมเราใช้ระบบนี้ในการปฏิบัติธรรม 

การเห็นโครงสร้างทั้งหมดที่ผมพูดนี้ ถึงจะเรียกว่าการปฏิบัติธรรม

#Camouflage
21-11-2564

282.เมื่ออริยมรรคกลายเป็นความเชื่อ

July 12th, 2022

บรรยายเมื่อ 13-11-2564

 

282.เมื่ออริยมรรคกลายเป็นความเชื่อ

วิถีการฝึกจิตให้มีสติและสมาธินั้นเป็นกลิ่นอาย เป็นบรรยากาศที่มีบุคคลมากมาย ลัทธิต่างๆ ได้ทำกันมาตั้งแต่ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมา

คนเหล่านั้นฝึกกายและฝึกจิตอย่างหนัก จนได้ฌาน ได้อรูปฌาน ได้สมาธิที่ลึกล้ำมากมาย แต่ไม่พ้นทุกข์ เพราะอะไร 

แท้จริงพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ต้องมาจากสัมมาทิฏฐิโลกุตระ มันต้องมาจากความไม่มีเรา ปราศจากซึ่งเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น

ความปราศจากซึ่งเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าเราต้องลืมทั้งหมดที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม แล้วเหลือแค่ชีวิตนี้จริงๆ 

พระพุทธเจ้าท่านประทานคำสอนที่สำคัญมากที่เราชาวพุทธไม่เคยเข้าใจเลยคือ อริยมรรคมีองค์ 8 

ผมเคยบอกพวกเราหลายครั้ง ให้เราสังเกตว่า ทำไมสัมมาสติและสัมมาสมาธิ มันไปอยู่ข้อ 7 กับข้อ 8 

ถ้าที่เราฝึกกันทุกวันนี้ ที่เรายกสัมมาสติและสัมมาสมาธิมาเป็นเรื่องสำคัญของการปฏิบัติธรรมของเราทุกคนในประเทศนี้ตอนนี้ ถ้าอย่างนั้นทำไมมันไม่อยู่ข้อ 1 กับข้อ 2 ทำไมพระพุทธเจ้าไม่เอามันไว้ตั้งแต่ข้อแรกเลย เพราะนั่นคือเส้นทางของดาบส เส้นทางของฤาษี เส้นทางก่อนที่ท่านจะค้นพบความเป็นจริงว่าอะไรคือทางพ้นทุกข์ 

ท่านใช้คำว่า “สัมมาสติ” และ “สัมมาสมาธิ” ท่านมีคำว่าสัมมาขึ้นมา เพื่อให้แตกต่างกับสติและสมาธิ

สัมมาสติและสัมมาสมาธิ เกิดขึ้นจากสัมมาทิฏฐิโลกุตระ เกิดขึ้นจากความไม่มีเรา และความไม่มีเรานั้นคืออะไร?

ความไม่มีเรานั้นคือ “จิตคือพุทธะ” คือ “ธาตุรู้” สัมมาสติและสัมมาสมาธิเป็นอวตารหนึ่ง เป็นปางหนึ่งของธาตุรู้ ไม่ใช่เราไปเพิ่มสติและสมาธิด้วยตัวเราเอง 

เราเคยเห็นสภาพตัวเองที่ปฏิบัติต่ออริยมรรคมีองค์ 8 มั้ยว่าเป็นยังไง?

เราเอาทีละข้อมาอ่าน และเราแปลมัน #แล้วมันกลายเป็นความเชื่อ กลายเป็นเป้าหมาย และกลายเป็นอุดมคติอันนึงในชีวิตของเรา แล้วเราทำทีละข้อ เราจะทำทีละข้อจนกว่าแต่ละข้อนั้นสมบูรณ์ 

เราแปลสัมมาสติ ด้วยสติปัฏฐาน 4 และเรามีเป้าหมายว่า จะต้องรู้ให้เร็ว รู้ให้ไว รู้ทุกขณะ ไม่หลง นี่คือเป้าหมายของเราใช่ไหม? 

เราเปลี่ยนมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธเจ้าประทานให้เรา เราเปลี่ยนมันจากชีวิตจริงๆ ให้กลายเป็นความเชื่อ กลายเป็นเป้าหมาย กลายเป็นอุดมคติอันหนึ่ง ที่เราคนนี้จะไปให้ถึง

แล้วเมื่อมีเราคนนี้จะไปให้ถึง นั่นคือเราไม่เข้าใจว่าสัมมาทิฏฐิโลกุตระคืออะไร นั่นคือที่ผมสอนมาตลอดว่า เรายังไม่เข้าใจเลยว่าข้อแรกที่พระพุทธเจ้าสอนคืออะไร แล้วเราก็ขยันปฏิบัติธรรม 

และเมื่อเราไม่เข้าใจว่าความไม่มีเรา หรือโลกนี้ว่างจะความเป็นสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขานั้นเป็นยังไง...อย่างน้อยทางความคิดก็ได้ เมื่อเราไม่เข้าใจสิ่งๆนั้น เราจะทำ...จะทำทุกอย่าง และเมื่อเราพยายามทำทุกอย่าง ชีวิตแห่งอริยมรรคมีองค์ 8 ที่แท้จริงก็ได้หายไป 

ชีวิตแห่งอริยมรรคมีองค์ 8 นั้นคือ #การใช้ชีวิต ที่มีชีวิตและธาตุรู้เป็นผู้นำทาง แต่เมื่อเราเปลี่ยนอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นความเชื่อ ชีวิตจะถูกอวิชชานำทาง คือเราเอง 

และเรานี่แหละจะเป็นคนปฏิบัติตามทุกคำสอน ที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ 

เราอยากเห็นกายและจิตนี้ตามความเป็นจริง แต่เวลาจิตฟุ้งซ่าน เรารู้สึกว่ามันไม่ถูก เรารีบมานั่งสมาธิ 

เราเห็นกระบวนการของการตัดสินของเราต่อจิตนี้ไหม และเราแทรกแซงมันตลอดเวลา เราจัดการมันตลอดเวลา นี่คือความบ้องตื้นของนักปฏิบัติธรรม 

เราจะมานั่งเฉยๆ หลังจากความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะว่าความฟุ้งซ่านนั้นเป็นความผิด หรือความถูก หรือความไม่ดี แต่คนคนหนึ่งออกจากมันไม่ได้ ตามเข้าไปในมันตลอดเวลา และเป็นเพราะเราตามเข้าไปในมันตลอดเวลา ความฟุ้งซ่านนั้นถึงยังคงดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน 

เราเห็นกระบวนการทั้งหมดนี้ไหม เราเข้าใจกระบวนการทั้งหมดนี้ไหม

เมื่อเราเข้าใจกระบวนการทั้งหมดนี้ เราจะเข้าใจว่าถึงเวลาที่จะต้องหยุดตามมัน ก็คือมานั่งเฉยๆ หรือเราจะเรียกชื่อว่านั่งสมาธิก็ได้ แต่มันไม่ใช่การมานั่งเพราะว่ามันไม่ดี 

แต่เราหยุด เพราะเราเข้าใจกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้น ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และส่งผลอะไร 

นี่คือตัวอย่างง่ายๆ ที่เราจะต้องรู้ว่า ทำไมเราถึงทำอะไรสักอย่างนึง ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อว่ามันถูกบอก ว่ามันผิด มันไม่ดี มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น มันไม่ถูก 

แต่มันต้องเกิดขึ้นจาก #ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งกับแต่ละขณะที่กำลังเกิดขึ้น ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และมีเรากำลังรู้สึกอะไรกับมัน และกระบวนการทั้งหมดของชีวิตนั้น #จะเปิดเผยทางออกออกมาเอง แต่เราไม่เข้าใจ เราใช้เชื่อ!

#เราแค่จะทำให้ไม่ดีเป็นดีแค่นั้น 

ถ้าเราเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เรามีความกระจ่างแจ้งต่อกระบวนการความเป็นไปในแต่ละขณะของชีวิตนี้อย่างแท้จริง #จะไม่มีคำว่าการปฏิบัติธรรม จะไม่มีคำว่าอุบาย จะไม่มีอะไรทั้งนั้น 

เมื่อมันเหลือแค่ของจริงๆ ล้วนๆ แล้วของปลอมจะมีประโยชน์อะไรอีก

มันคือส่วนเกิน มันคือภาระ 

มันคือสิ่งที่ทำให้เราหลงผิดจากความจริงต่างหาก

มันคือสิ่งที่ทำให้เราสับสน

มันคือสิ่งที่ทำให้เราเข้าไปสู่การตัดสินและแบ่งแยกสิ่งที่เป็นอยู่จริงในขณะนี้

#Camouflage
13-11-2564

281.เปลือยเปล่า ล่อนจ้อน

July 5th, 2022

บรรยายเมื่อ 24-10-2564

- Older Posts »

Podbean App

Play this podcast on Podbean App